ออกแบบเว็บไซต์ด้วย WordPress คืออะไร? คู่มือสร้างเว็บไซต์สำหรับธุรกิจแบบครบถ้วน

/
/
ออกแบบเว็บไซต์ด้วย WordPress คืออะไร? คู่มือสร้างเว็บไซต์สำหรับธุรกิจแบบครบถ้วน
ออกแบบเว็บไซต์ด้วย WordPress-cover
หมวดหมู่:Digital Marketing

การออกแบบเว็บไซต์ด้วย WordPress เป็นหนึ่งในทางเลือกยอดนิยมสำหรับบริษัท ร้านค้าออนไลน์ องค์กร และผู้ให้บริการ เพราะสามารถสร้างเว็บไซต์ได้หลายรูปแบบ จัดการข้อมูลได้สะดวก และขยายฟังก์ชันเพิ่มเติมได้ตามการเติบโตของธุรกิจ

WordPress สามารถใช้สร้างได้ตั้งแต่เว็บไซต์บริษัท เว็บไซต์แนะนำบริการ บล็อก เว็บไซต์ข่าว ระบบสมาชิก ระบบจอง ไปจนถึงร้านค้าออนไลน์ แต่เว็บไซต์ที่มีประสิทธิภาพไม่ได้เกิดจากการติดตั้งธีมและใส่ข้อมูลเพียงอย่างเดียว

การสร้างเว็บไซต์ WordPress ที่ดีควรเริ่มจากการกำหนดเป้าหมาย วางโครงสร้างข้อมูล ออกแบบประสบการณ์ผู้ใช้งาน เตรียมเนื้อหา ตั้งค่าพื้นฐาน SEO รวมถึงดูแลความเร็ว ความปลอดภัย และระบบสำรองข้อมูลตั้งแต่ต้น

บทความนี้จะอธิบายว่า WordPress คืออะไร มีข้อดีและข้อจำกัดอย่างไร ขั้นตอนสร้างเว็บไซต์มีอะไรบ้าง และควรเตรียมอะไรเพื่อให้เว็บไซต์สนับสนุนเป้าหมายทางธุรกิจได้จริง

หัวข้อ

WordPress คืออะไร?

WordPress คือระบบจัดการเนื้อหา หรือ Content Management System: CMS ที่ช่วยให้เจ้าของเว็บไซต์เพิ่ม แก้ไข จัดหมวดหมู่ และเผยแพร่ข้อมูลผ่านระบบหลังบ้านได้ โดยไม่จำเป็นต้องแก้ไขโค้ดทุกครั้ง

ข้อมูลที่สามารถจัดการผ่าน WordPress ได้แก่

  • หน้าเว็บไซต์
  • บทความ
  • รูปภาพและวิดีโอ
  • เมนู
  • หมวดหมู่
  • สินค้า
  • คำสั่งซื้อ
  • สมาชิก
  • แบบฟอร์ม
  • ความคิดเห็น
  • ผู้ใช้งานและสิทธิ์การเข้าถึง

WordPress มี Block Editor หรือ Gutenberg เป็นเครื่องมือหลักสำหรับสร้างเนื้อหาด้วยบล็อก เช่น ข้อความ รูปภาพ หัวข้อ รายการ วิดีโอ และแกลเลอรี ส่วนเว็บไซต์ที่ใช้ Block Theme สามารถออกแบบ Header, Footer, Template และส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์ผ่าน Site Editor ได้ด้วย

การออกแบบเว็บไซต์ด้วย WordPress คืออะไร?

การออกแบบเว็บไซต์ด้วย WordPress คือกระบวนการวางแผน ออกแบบ พัฒนา และดูแลเว็บไซต์ โดยใช้ WordPress เป็นระบบหลักในการจัดการข้อมูล

กระบวนการนี้ไม่ได้หมายถึงการตกแต่งหน้าเว็บไซต์ให้สวยงามเพียงอย่างเดียว แต่ครอบคลุมองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่

  • การกำหนดเป้าหมายของเว็บไซต์
  • การศึกษากลุ่มเป้าหมาย
  • การวางโครงสร้างเว็บไซต์
  • การเตรียมเนื้อหา
  • การออกแบบ User Experience และ User Interface
  • การเลือกธีมหรือระบบสร้างหน้า
  • การติดตั้งปลั๊กอิน
  • การพัฒนาฟังก์ชัน
  • การตั้งค่าพื้นฐาน SEO
  • การปรับความเร็ว
  • การรักษาความปลอดภัย
  • การติดตั้งระบบวัดผล
  • การทดสอบก่อนเปิดใช้งาน
  • การดูแลหลังเปิดเว็บไซต์

เว็บไซต์ที่ออกแบบอย่างเหมาะสมควรช่วยให้ผู้ใช้งานค้นหาข้อมูลได้ง่าย เข้าใจธุรกิจได้รวดเร็ว และดำเนินการต่อได้สะดวก เช่น โทรศัพท์ แอดไลน์ ส่งข้อความ กรอกแบบฟอร์ม ขอใบเสนอราคา จองบริการ หรือสั่งซื้อสินค้า

WordPress.com และ WordPress.org ต่างกันอย่างไร?

ผู้เริ่มต้นมักสับสนระหว่าง WordPress.com และ WordPress.org เพราะใช้ชื่อ WordPress เหมือนกัน แต่รูปแบบการใช้งานแตกต่างกัน

WordPress.com

WordPress.com เป็นบริการสร้างเว็บไซต์ที่มีระบบโฮสติ้งให้พร้อม ผู้ใช้งานสามารถสมัครบัญชีและเริ่มสร้างเว็บไซต์ได้โดยไม่ต้องติดตั้งระบบเอง

ความสามารถในการติดตั้งธีม ปลั๊กอิน หรือปรับแต่งระบบจะขึ้นอยู่กับแพ็กเกจที่เลือก เหมาะกับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นอย่างรวดเร็วและไม่ต้องการจัดการระบบโฮสติ้งเอง

WordPress.org

WordPress.org เป็นแหล่งดาวน์โหลดซอฟต์แวร์ WordPress เพื่อนำไปติดตั้งบนโฮสติ้งของตนเอง

รูปแบบนี้ต้องมีโดเมนและโฮสติ้ง แต่เจ้าของเว็บไซต์สามารถควบคุมธีม ปลั๊กอิน ไฟล์ ฐานข้อมูล และการพัฒนาฟังก์ชันได้มากกว่า

เว็บไซต์ธุรกิจที่ต้องการความยืดหยุ่น ต้องการทำ SEO หรือมีแผนขยายระบบในอนาคต มักเลือกใช้ WordPress แบบติดตั้งบนโฮสติ้งของตนเอง

เว็บไซต์ประเภทใดที่สร้างด้วย WordPress ได้?

เว็บไซต์บริษัท

ใช้แนะนำธุรกิจ ประวัติองค์กร ทีมงาน สินค้า บริการ ผลงาน ลูกค้า และช่องทางติดต่อ

หน้าที่ควรมี ได้แก่

  • หน้าแรก
  • เกี่ยวกับเรา
  • สินค้าหรือบริการ
  • ผลงาน
  • ลูกค้าของเรา
  • บทความ
  • คำถามที่พบบ่อย
  • ติดต่อเรา

เว็บไซต์บริษัทที่ดีควรสร้างความน่าเชื่อถือและช่วยให้ผู้สนใจตัดสินใจติดต่อได้ง่าย

เว็บไซต์บริการ

เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการสร้าง Lead หรือรับการติดต่อ เช่น

  • บริษัทรับทำเว็บไซต์
  • บริษัทการตลาด
  • สำนักงานบัญชี
  • บริษัทรับเหมาก่อสร้าง
  • คลินิก
  • โรงเรียน
  • ที่ปรึกษา
  • ธุรกิจซ่อมบำรุง
  • ผู้ให้บริการเฉพาะทาง

แต่ละหน้าบริการควรอธิบายปัญหาที่ช่วยแก้ ขอบเขตงาน ขั้นตอนการทำงาน ระยะเวลา ผลลัพธ์ที่คาดหวัง และช่องทางติดต่ออย่างชัดเจน

เว็บไซต์ร้านค้าออนไลน์

WordPress สามารถเชื่อมต่อระบบร้านค้าออนไลน์เพื่อจัดการข้อมูล เช่น

  • สินค้าและหมวดหมู่
  • ราคาและโปรโมชั่น
  • สต็อก
  • ตะกร้าสินค้า
  • คูปอง
  • คำสั่งซื้อ
  • การชำระเงิน
  • การจัดส่ง
  • บัญชีลูกค้า

เว็บไซต์ร้านค้าออนไลน์ควรให้ความสำคัญกับความเร็ว ความปลอดภัย รายละเอียดสินค้า และขั้นตอนสั่งซื้อที่ไม่ซับซ้อน

เว็บไซต์บทความหรือบล็อก

WordPress เหมาะกับการจัดการบทความจำนวนมาก สามารถกำหนดหมวดหมู่ ผู้เขียน วันที่เผยแพร่ รูปภาพประกอบ และบทความที่เกี่ยวข้องได้

เว็บไซต์ประเภทนี้เหมาะสำหรับ Content Marketing การสร้าง Organic Traffic และการสร้างความน่าเชื่อถือในหัวข้อที่ธุรกิจมีความเชี่ยวชาญ

เว็บไซต์ข่าวและนิตยสารออนไลน์

สามารถแบ่งหมวดหมู่ จัดการผู้เขียนหลายคน กำหนดสิทธิ์การเผยแพร่ และแสดงบทความตามหัวข้อหรือช่วงเวลาได้

WordPress มีบทบาทผู้ใช้งานหลายระดับ เช่น Administrator, Editor, Author, Contributor และ Subscriber ทำให้แบ่งหน้าที่ของทีมงานได้ตามความเหมาะสม

เว็บไซต์สมาชิกและคอร์สออนไลน์

สามารถกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลตามระดับสมาชิก เช่น

  • สมาชิกทั่วไป
  • สมาชิกแบบชำระเงิน
  • นักเรียน
  • ผู้สอน
  • พนักงาน
  • ลูกค้า

เหมาะกับเว็บไซต์คอร์สออนไลน์ ชุมชน เว็บไซต์ความรู้ และระบบเอกสารภายใน

เว็บไซต์จองบริการ

สามารถเพิ่มระบบเลือกวัน เวลา พนักงาน สาขา หรือประเภทบริการได้ เหมาะกับธุรกิจ เช่น

  • โรงแรมและที่พัก
  • คลินิก
  • ร้านเสริมสวย
  • ร้านอาหาร
  • ที่ปรึกษา
  • คลาสเรียน
  • ธุรกิจเช่า
  • บริการนัดหมาย

Landing Page

Landing Page เป็นหน้าที่สร้างขึ้นเพื่อรองรับแคมเปญหรือข้อเสนอเฉพาะ เช่น

  • ขอใบเสนอราคา
  • กรอกแบบฟอร์ม
  • สมัครกิจกรรม
  • ดาวน์โหลดเอกสาร
  • โทรศัพท์
  • แอดไลน์
  • สั่งซื้อสินค้า

หน้านี้ควรมีข้อความตรงประเด็น ลดเมนูหรือองค์ประกอบที่รบกวน และมี Call to Action ที่ชัดเจน

ข้อดีของการออกแบบเว็บไซต์ด้วย WordPress

1. เจ้าของเว็บไซต์จัดการเนื้อหาได้

ผู้ดูแลสามารถเพิ่มบทความ แก้ไขข้อความ เปลี่ยนรูป และสร้างหน้าใหม่ผ่านระบบหลังบ้าน ลดการพึ่งพาผู้พัฒนาสำหรับงานอัปเดตทั่วไป

2. ปรับการออกแบบให้เข้ากับแบรนด์ได้

สามารถกำหนดสี ฟอนต์ ปุ่ม เมนู Header, Footer และรูปแบบหน้าเว็บไซต์ให้สอดคล้องกับ Brand Identity

WordPress ที่ใช้ Block Theme สามารถกำหนดสี ตัวอักษร Layout และระยะห่างในระดับเว็บไซต์ผ่าน Global Styles ได้ ช่วยให้การออกแบบมีความสม่ำเสมอ

3. เพิ่มฟังก์ชันได้ด้วยปลั๊กอิน

ปลั๊กอินสามารถเพิ่มความสามารถให้เว็บไซต์ เช่น

  • แบบฟอร์มติดต่อ
  • SEO
  • ร้านค้าออนไลน์
  • ระบบจอง
  • ระบบสมาชิก
  • ระบบแคช
  • ระบบสำรองข้อมูล
  • ระบบรักษาความปลอดภัย
  • เว็บไซต์หลายภาษา
  • การเชื่อมต่อ Social Media
  • การเชื่อมต่อ CRM

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรติดตั้งปลั๊กอินทุกตัวที่พบ ควรเลือกเฉพาะที่จำเป็น มีการอัปเดตต่อเนื่อง และเข้ากันได้กับระบบที่ใช้งาน

4. รองรับการทำ SEO

WordPress ช่วยให้จัดการองค์ประกอบพื้นฐานด้าน SEO ได้ เช่น

  • SEO Title
  • Meta Description
  • URL Slug
  • Heading
  • Alt Text
  • Canonical URL
  • XML Sitemap
  • Redirect
  • Schema Markup
  • Internal Links

แต่การติดตั้ง WordPress หรือปลั๊กอิน SEO ไม่ได้ทำให้เว็บไซต์ติดอันดับโดยอัตโนมัติ ยังต้องมีการวางคีย์เวิร์ด เนื้อหา โครงสร้างเว็บไซต์ ประสิทธิภาพ และความน่าเชื่อถือที่เหมาะสม

5. รองรับโทรศัพท์มือถือ

ธีม WordPress สมัยใหม่จำนวนมากรองรับ Responsive Design แต่ยังต้องทดสอบจริงบนหน้าจอหลายขนาด

ควรตรวจสอบว่า

  • ตัวอักษรอ่านง่าย
  • ปุ่มกดไม่เล็กเกินไป
  • เมนูใช้งานสะดวก
  • ตารางไม่ล้นหน้าจอ
  • รูปภาพไม่ผิดสัดส่วน
  • แบบฟอร์มกรอกง่าย
  • ไม่มีองค์ประกอบบังเนื้อหา

6. ขยายระบบในอนาคตได้

ธุรกิจสามารถเริ่มจากเว็บไซต์ขนาดเล็ก แล้วค่อยเพิ่มความสามารถ เช่น

  • เพิ่มภาษา
  • เพิ่มร้านค้าออนไลน์
  • เพิ่มระบบจอง
  • เพิ่มสมาชิก
  • เพิ่มบทความ
  • เพิ่ม Landing Page
  • เชื่อมระบบชำระเงิน
  • เชื่อม CRM
  • เชื่อมระบบวิเคราะห์ข้อมูล

การวางโครงสร้างข้อมูลที่ดีตั้งแต่เริ่มต้นจะช่วยลดปัญหาเมื่อต้องขยายระบบภายหลัง

7. เจ้าของเว็บไซต์ควบคุมข้อมูลได้มาก

WordPress แบบติดตั้งบนโฮสติ้งของตนเองช่วยให้เจ้าของควบคุมไฟล์ ฐานข้อมูล บัญชีผู้ใช้งาน และการสำรองข้อมูลได้มากกว่าแพลตฟอร์มสำเร็จรูปบางประเภท

เจ้าของธุรกิจควรถือสิทธิ์บัญชีสำคัญด้วยตนเอง ได้แก่

  • ชื่อโดเมน
  • โฮสติ้ง
  • WordPress Administrator
  • Cloudflare หรือ DNS
  • Google Analytics
  • Google Search Console
  • อีเมลธุรกิจ
  • บัญชีปลั๊กอินหรือธีมที่ซื้อ

ข้อจำกัดของ WordPress ที่ควรรู้

ต้องดูแลระบบอย่างสม่ำเสมอ

WordPress Core ธีม และปลั๊กอินควรได้รับการอัปเดตเพื่อแก้ไขข้อผิดพลาด เพิ่มความเข้ากันได้ และลดความเสี่ยงด้านความปลอดภัย

WordPress มีระบบจัดการอัปเดตและสามารถเปิดการอัปเดตอัตโนมัติให้ธีมหรือปลั๊กอินเป็นรายตัวได้ แต่เว็บไซต์ธุรกิจควรมีระบบสำรองข้อมูลและทดสอบก่อนอัปเดตส่วนสำคัญ

ปลั๊กอินอาจทำงานขัดแย้งกัน

ปลั๊กอินจากผู้พัฒนาหลายรายอาจมีฟังก์ชันซ้ำกันหรือทำงานไม่เข้ากัน จึงควรสำรองข้อมูลและทดสอบบน Staging Site ก่อนอัปเดตหรือเปลี่ยนระบบสำคัญ

เว็บไซต์อาจช้าหากออกแบบไม่เหมาะสม

สาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่

  • ใช้ธีมขนาดใหญ่เกินความจำเป็น
  • ติดตั้งปลั๊กอินมากเกินไป
  • ใช้รูปภาพไฟล์ใหญ่
  • ฝังวิดีโอหรือ Script จำนวนมาก
  • โฮสติ้งไม่เหมาะกับปริมาณผู้ใช้งาน
  • ไม่มีระบบแคช
  • ฐานข้อมูลไม่ได้รับการดูแล
  • โหลดฟอนต์หรือทรัพยากรภายนอกมากเกินไป

ต้องตั้งค่าความปลอดภัย

เว็บไซต์ควรมีมาตรการอย่างน้อย ได้แก่

  • ใช้รหัสผ่านที่คาดเดายาก
  • เปิดการยืนยันตัวตนสองขั้นตอน
  • จำกัดจำนวนบัญชี Administrator
  • กำหนดสิทธิ์ผู้ใช้งานตามหน้าที่
  • ติดตั้ง SSL
  • สำรองข้อมูลภายนอกเซิร์ฟเวอร์
  • อัปเดตระบบ
  • ลบธีมและปลั๊กอินที่ไม่ใช้งาน
  • เลือกโฮสติ้งที่มีระบบรักษาความปลอดภัย
  • ตรวจสอบกิจกรรมผิดปกติ

ปลั๊กอินที่ได้รับการอัปเดตช่วยปรับปรุงทั้งคุณภาพโค้ด ประสิทธิภาพ และความปลอดภัยของเว็บไซต์

ระบบเฉพาะอาจต้องใช้ผู้พัฒนา

ระบบที่มี Workflow ซับซ้อน การเชื่อม API ระบบสมาชิกหลายระดับ หรือฐานข้อมูลเฉพาะ อาจไม่สามารถสร้างได้อย่างเหมาะสมด้วยปลั๊กอินสำเร็จรูปเพียงอย่างเดียว

ขั้นตอนการออกแบบเว็บไซต์ด้วย WordPress

1. กำหนดเป้าหมายของเว็บไซต์

ก่อนเลือกธีมหรือเริ่มออกแบบ ควรกำหนดว่าเว็บไซต์ต้องช่วยธุรกิจด้านใด เช่น

  • สร้างความน่าเชื่อถือ
  • เพิ่มจำนวนผู้ติดต่อ
  • ขอใบเสนอราคา
  • รับจองบริการ
  • ขายสินค้า
  • สร้างสมาชิก
  • ให้ข้อมูลลูกค้า
  • รองรับการทำ SEO
  • รองรับการโฆษณา

ควรกำหนด Conversion หลักของเว็บไซต์ด้วย เช่น การโทร กรอกแบบฟอร์ม แอดไลน์ หรือสั่งซื้อสินค้า

2. ศึกษากลุ่มเป้าหมาย

ควรทราบว่าผู้ใช้งานเป็นใคร มีปัญหาอะไร ต้องการข้อมูลอะไร และมีข้อกังวลใดก่อนตัดสินใจ

ตัวอย่างข้อมูลที่ควรวิเคราะห์ ได้แก่

  • อายุและลักษณะผู้ตัดสินใจ
  • อุปกรณ์ที่ใช้เข้าเว็บไซต์
  • คำค้นหาที่ใช้
  • ปัญหาที่ต้องการแก้
  • ปัจจัยที่ใช้เปรียบเทียบผู้ให้บริการ
  • ข้อมูลที่ช่วยสร้างความมั่นใจ
  • ช่องทางติดต่อที่นิยม

3. วางโครงสร้างเว็บไซต์

สร้าง Sitemap เพื่อกำหนดว่าต้องมีหน้าใดบ้าง และแต่ละหน้ามีหน้าที่อย่างไร

ตัวอย่างโครงสร้างเว็บไซต์บริษัท:

  • หน้าแรก
  • เกี่ยวกับเรา
  • บริการ
    • บริการที่ 1
    • บริการที่ 2
    • บริการที่ 3
  • ผลงาน
  • บทความ
  • คำถามที่พบบ่อย
  • ติดต่อเรา
  • นโยบายความเป็นส่วนตัว

บริการที่มี Search Intent แตกต่างกันควรมี URL ของตนเอง ไม่ควรรวมบริการทุกอย่างไว้ในหน้าเดียว

4. ทำ Keyword Research

สำหรับเว็บไซต์ที่ต้องการสร้างลูกค้าจาก Google ควรค้นหาคีย์เวิร์ดก่อนเขียนเนื้อหาและสร้างหน้าเว็บไซต์

ควรแยกคีย์เวิร์ดตาม Intent เช่น

  • Informational: ค้นหาความรู้
  • Commercial: เปรียบเทียบก่อนตัดสินใจ
  • Transactional: ต้องการซื้อหรือจ้างบริการ
  • Local: ต้องการธุรกิจในพื้นที่
  • Navigational: ค้นหาชื่อแบรนด์หรือเว็บไซต์

จากนั้นจับคู่คีย์เวิร์ดกับ URL เพื่อป้องกันหลายหน้าแข่งขันกันเอง

อ่านเพิ่มเติม: Keyword Research คืออะไร?

5. เตรียมเนื้อหา

ข้อมูลที่ควรเตรียมก่อนเริ่มออกแบบ ได้แก่

  • ข้อมูลบริษัท
  • รายละเอียดสินค้าและบริการ
  • จุดเด่น
  • กลุ่มลูกค้า
  • ขั้นตอนการทำงาน
  • ราคาเริ่มต้นหรือวิธีขอราคา
  • ผลงาน
  • รีวิว
  • ใบรับรอง
  • คำถามที่พบบ่อย
  • ช่องทางติดต่อ
  • โลโก้
  • สีและฟอนต์ของแบรนด์
  • รูปภาพหรือวิดีโอ

ไม่ควรเริ่มออกแบบโดยใช้ข้อความตัวอย่างทั้งหมด เพราะความยาวและลำดับของเนื้อหาจริงมีผลต่อ Layout

6. ออกแบบ Wireframe

Wireframe คือแบบร่างที่แสดงตำแหน่งขององค์ประกอบในแต่ละหน้า เช่น

  • Heading
  • ข้อความแนะนำ
  • รูปภาพ
  • จุดเด่น
  • บริการ
  • ผลงาน
  • รีวิว
  • FAQ
  • แบบฟอร์ม
  • Call to Action

การทำ Wireframe ช่วยให้ตรวจลำดับข้อมูลก่อนเข้าสู่ขั้นตอนตกแต่งสีและภาพ

7. ออกแบบ User Interface

กำหนดรูปแบบการแสดงผลให้สอดคล้องกับแบรนด์ ได้แก่

  • สีหลักและสีรอง
  • ฟอนต์
  • ขนาดหัวข้อ
  • รูปแบบปุ่ม
  • Icon
  • Card
  • ระยะห่าง
  • Header และ Footer
  • รูปแบบภาพ
  • การใช้งานบนมือถือ

การออกแบบควรเน้นความชัดเจนและการใช้งาน ไม่ใช่เพิ่ม Animation หรือองค์ประกอบเพื่อความสวยงามเพียงอย่างเดียว

8. จดโดเมนและเลือกโฮสติ้ง

การเลือกชื่อโดเมน

ชื่อโดเมนควร

  • อ่านและจดจำง่าย
  • สะกดไม่ซับซ้อน
  • สอดคล้องกับชื่อธุรกิจ
  • ไม่คล้ายคู่แข่งเกินไป
  • เจ้าของธุรกิจเป็นผู้ถือสิทธิ์
  • ต่ออายุได้ในระยะยาว

การเลือกโฮสติ้ง

พิจารณาจาก

  • ปริมาณทรัพยากร
  • ตำแหน่งเซิร์ฟเวอร์
  • ระบบสำรองข้อมูล
  • SSL
  • ระบบรักษาความปลอดภัย
  • เวอร์ชัน PHP และฐานข้อมูล
  • ความสะดวกในการจัดการ
  • การสนับสนุนทางเทคนิค
  • ความสามารถในการขยายแพ็กเกจ

ไม่ควรเลือกจากราคาถูกที่สุดเพียงอย่างเดียว เพราะคุณภาพโฮสติ้งมีผลต่อความเร็ว ความเสถียร และการดูแลเว็บไซต์

9. ติดตั้ง WordPress และตั้งค่าพื้นฐาน

หลังติดตั้งควรตั้งค่าอย่างน้อย ได้แก่

  • ชื่อเว็บไซต์
  • Tagline
  • ภาษาและเขตเวลา
  • Permalink
  • Homepage
  • Posts Page
  • User Roles
  • ความคิดเห็น
  • รูปภาพ
  • อีเมลผู้ดูแล
  • HTTPS
  • การแสดงผลต่อ Search Engine

ในช่วงพัฒนาอาจปิดการจัดทำดัชนีไว้ชั่วคราว แต่ต้องตรวจสอบและเปิดให้ Search Engine เข้าถึงก่อนเปิดเว็บไซต์จริง

10. เลือกธีมและเครื่องมือสร้างหน้า

สามารถเลือกได้หลายแนวทาง เช่น

  • Block Theme และ Site Editor
  • Classic Theme
  • Page Builder
  • ธีมสำเร็จรูป
  • ธีมออกแบบเฉพาะ
  • Custom Development

การเลือกควรพิจารณาจากความเร็ว ความสะดวกในการดูแล ความสามารถที่ต้องใช้ และผู้ที่จะรับผิดชอบเว็บไซต์ในระยะยาว

ไม่ควรเลือกจากหน้า Demo ที่สวยที่สุดเพียงอย่างเดียว

11. ติดตั้งปลั๊กอินที่จำเป็น

ประเภทปลั๊กอินที่เว็บไซต์ธุรกิจมักต้องใช้ ได้แก่

  • SEO
  • แบบฟอร์ม
  • สำรองข้อมูล
  • ความปลอดภัย
  • แคชและประสิทธิภาพ
  • บีบอัดรูปภาพ
  • Redirect
  • Analytics หรือ Tag Manager
  • ร้านค้าออนไลน์หรือระบบจอง หากจำเป็น

หลีกเลี่ยงการติดตั้งปลั๊กอินหลายตัวที่ทำหน้าที่เดียวกัน เพราะอาจทำให้ระบบซ้ำซ้อนและตรวจสอบปัญหาได้ยาก

12. สร้างหน้าเว็บไซต์

เริ่มจากหน้าสำคัญที่สุดก่อน ได้แก่

  1. หน้าแรก
  2. หน้าบริการหรือสินค้า
  3. เกี่ยวกับเรา
  4. ผลงานหรือกรณีศึกษา
  5. ติดต่อเรา
  6. นโยบายความเป็นส่วนตัว
  7. บทความ

ทุกหน้าควรมีเป้าหมายที่ชัดเจน และมี Call to Action ที่สอดคล้องกับขั้นตอนการตัดสินใจของผู้ใช้งาน

13. ปรับเว็บไซต์ให้รองรับมือถือ

ตรวจสอบทุกหน้าบนโทรศัพท์มือถือ โดยเฉพาะ

  • Header และเมนู
  • Hero Section
  • ตารางราคา
  • แบบฟอร์ม
  • แกลเลอรี
  • ปุ่มโทรและปุ่ม LINE
  • Popup
  • Footer
  • ข้อความยาว
  • ตารางเปรียบเทียบ

ควรทดสอบด้วยอุปกรณ์จริง ไม่พึ่งเฉพาะหน้าจอจำลองในเครื่องมือออกแบบ

14. ตั้งค่าพื้นฐาน SEO

องค์ประกอบที่ควรตรวจ ได้แก่

  • หน้าเว็บไซต์แต่ละหน้ามีคีย์เวิร์ดและ Intent ชัดเจน
  • มี SEO Title ไม่ซ้ำกัน
  • มี Meta Description
  • ใช้ H1 เพียงหัวข้อหลักของหน้า
  • เรียง H2 และ H3 อย่างเป็นระบบ
  • URL กระชับ
  • รูปภาพมี Alt Text ตามความเหมาะสม
  • มี Internal Links
  • มี XML Sitemap
  • ตั้ง Canonical ถูกต้อง
  • ไม่มีหน้าเนื้อหาซ้ำ
  • ไม่มีหน้าทดสอบถูก Index
  • เชื่อม Google Search Console

SEO ควรทำตั้งแต่ขั้นตอนวางโครงสร้าง ไม่ใช่รอให้เว็บไซต์เสร็จแล้วจึงค่อยแก้ไข

15. ปรับปรุงความเร็วเว็บไซต์

แนวทางเบื้องต้น ได้แก่

  • ปรับขนาดรูปภาพก่อนอัปโหลด
  • ใช้ไฟล์ภาพรูปแบบเหมาะสม
  • เปิดระบบแคช
  • ลดปลั๊กอินที่ไม่จำเป็น
  • ลด Script จากภายนอก
  • ใช้ Hosting ที่เหมาะสม
  • ลด Animation ที่ไม่สร้างประโยชน์
  • ใช้ Lazy Loading ตามความเหมาะสม
  • ตรวจฐานข้อมูล
  • ทดสอบหน้าสำคัญหลายประเภท

ไม่ควรพิจารณาเฉพาะคะแนนจากเครื่องมือ แต่ควรตรวจประสบการณ์ใช้งานจริงควบคู่กัน

16. ตั้งค่าความปลอดภัยและสำรองข้อมูล

ควรกำหนดระบบสำรองข้อมูลตามความถี่ที่เว็บไซต์เปลี่ยนแปลง

ตัวอย่าง:

  • เว็บไซต์บริษัทที่อัปเดตไม่บ่อย: สำรองรายวันหรือรายสัปดาห์
  • เว็บไซต์บทความ: สำรองรายวัน
  • ร้านค้าออนไลน์: สำรองบ่อยกว่านั้นตามจำนวนคำสั่งซื้อ

ไฟล์สำรองไม่ควรอยู่ในเซิร์ฟเวอร์เดียวกับเว็บไซต์เพียงแห่งเดียว และควรทดสอบว่าสามารถกู้คืนได้จริง

17. ติดตั้งระบบวัดผล

เครื่องมือพื้นฐานที่ควรเชื่อมต่อ ได้แก่

  • Google Analytics
  • Google Search Console
  • Google Tag Manager ตามความจำเป็น
  • ระบบติดตามแบบฟอร์ม
  • ระบบติดตามการคลิกโทรศัพท์
  • ระบบติดตามการคลิก LINE
  • Conversion Tracking สำหรับโฆษณา

ควรกำหนดว่า Conversion ใดมีความสำคัญ ไม่ใช่วัดเฉพาะจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์

18. ทดสอบก่อนเปิดเว็บไซต์

ทดสอบอย่างน้อยในหัวข้อต่อไปนี้

  • ลิงก์ทุกจุดใช้งานได้
  • เมนูถูกต้อง
  • แบบฟอร์มส่งได้
  • อีเมลแจ้งเตือนมาถึง
  • ปุ่มโทรและปุ่มแชตทำงาน
  • เว็บไซต์แสดงผลบนมือถือ
  • ไม่มีข้อความตัวอย่าง
  • ไม่มีรูปภาพเสีย
  • ไม่มีหน้าทดสอบ
  • Title และ Meta ถูกต้อง
  • HTTPS ทำงาน
  • Redirect ถูกต้อง
  • Sitemap เปิดใช้งาน
  • Analytics เก็บข้อมูล
  • หน้า 404 ใช้งานได้
  • ความเร็วอยู่ในระดับเหมาะสม
  • มีระบบสำรองข้อมูล

เว็บไซต์ WordPress ที่ดีควรมีอะไรบ้าง?

เว็บไซต์ที่ดีควรมีองค์ประกอบต่อไปนี้

โครงสร้างเข้าใจง่าย

ผู้ใช้งานควรทราบว่าตนอยู่หน้าใด และสามารถกลับไปยังหมวดหมู่หรือหน้าสำคัญได้ง่าย

หน้าแรกสื่อสารตรงประเด็น

ภายในช่วงแรกของหน้าควรตอบได้ว่า

  • ธุรกิจคือใคร
  • ให้บริการอะไร
  • ให้บริการใครหรือพื้นที่ใด
  • มีจุดเด่นอะไร
  • ผู้ใช้งานควรทำอะไรต่อ

มี Call to Action ชัดเจน

ตัวอย่างเช่น

  • ขอใบเสนอราคา
  • ปรึกษาฟรี
  • ดูผลงาน
  • โทรสอบถาม
  • แอด LINE
  • จองบริการ
  • สั่งซื้อสินค้า

มีข้อมูลสร้างความน่าเชื่อถือ

เช่น

  • ประวัติและประสบการณ์
  • ผลงานจริง
  • รีวิวลูกค้า
  • ใบรับรอง
  • พันธมิตร
  • ทีมงาน
  • ที่อยู่และช่องทางติดต่อ
  • เงื่อนไขการให้บริการ
  • นโยบายความเป็นส่วนตัว

อ่านง่ายและเข้าถึงได้

ควรใช้ตัวอักษรที่อ่านง่าย มี Contrast เหมาะสม มี Alt Text สำหรับภาพที่ให้ข้อมูล และไม่ใช้สีเพียงอย่างเดียวในการสื่อความหมาย

โหลดเร็วและเสถียร

ความเร็วมีผลทั้งต่อประสบการณ์ของผู้ใช้ โอกาสในการเกิด Conversion และประสิทธิภาพของแคมเปญการตลาด

เว็บไซต์ WordPress ควรมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง?

ค่าใช้จ่ายสามารถแบ่งได้เป็นสองกลุ่ม

ค่าใช้จ่ายเริ่มต้น

  • ค่าวางแผนและออกแบบ
  • ค่าพัฒนาเว็บไซต์
  • ค่าจัดทำเนื้อหา
  • ค่าถ่ายภาพหรือวิดีโอ
  • ค่าธีมหรือปลั๊กอิน
  • ค่าพัฒนาฟังก์ชันเฉพาะ
  • ค่าย้ายข้อมูล
  • ค่าตั้งค่า SEO และระบบวัดผล

ค่าใช้จ่ายต่อเนื่อง

  • ค่าต่ออายุโดเมน
  • ค่าโฮสติ้ง
  • ค่าธีมหรือปลั๊กอินรายปี
  • ค่าบำรุงรักษา
  • ค่าสำรองข้อมูล
  • ค่ารักษาความปลอดภัย
  • ค่าอัปเดตเนื้อหา
  • ค่า SEO หรือการตลาด

ราคาจริงขึ้นอยู่กับจำนวนหน้า ฟังก์ชัน ความเฉพาะของดีไซน์ การเตรียมเนื้อหา และระดับการดูแลหลังส่งมอบ

ควรทำเว็บไซต์ WordPress เองหรือจ้างมืออาชีพ?

เหมาะกับการทำเองเมื่อ

  • เว็บไซต์มีขนาดเล็ก
  • ใช้ฟังก์ชันพื้นฐาน
  • มีเวลาศึกษาระบบ
  • ยอมรับข้อจำกัดของธีมได้
  • สามารถดูแลอัปเดตและสำรองข้อมูลได้
  • ยังไม่พึ่งเว็บไซต์เป็นช่องทางรายได้หลัก

เหมาะกับการจ้างมืออาชีพเมื่อ

  • เว็บไซต์เป็นช่องทางสร้างลูกค้าหลัก
  • ต้องการภาพลักษณ์เฉพาะของแบรนด์
  • ต้องทำ SEO อย่างจริงจัง
  • มีระบบร้านค้า จอง หรือสมาชิก
  • ต้องย้ายข้อมูลจากเว็บไซต์เดิม
  • ต้องเชื่อมต่อระบบภายนอก
  • ต้องการผู้รับผิดชอบด้านเทคนิค
  • ไม่มีเวลาทดลองและแก้ปัญหาด้วยตนเอง

วิธีเลือกผู้ให้บริการออกแบบเว็บไซต์ WordPress

ดูผลงานจริง

พิจารณาคุณภาพการออกแบบ การใช้งานบนมือถือ ความเร็ว และความเหมาะสมกับธุรกิจ ไม่ควรดูเพียงภาพหน้าจอหน้าแรก

ตรวจสอบขอบเขตงาน

ควรระบุให้ชัดว่าแพ็กเกจรวมอะไรบ้าง เช่น

  • จำนวนหน้า
  • การออกแบบ
  • การเขียนเนื้อหา
  • การใส่ข้อมูล
  • ระบบร้านค้า
  • SEO
  • Analytics
  • ความเร็ว
  • การอบรม
  • การรับประกัน
  • การดูแลหลังส่งมอบ

ตรวจสอบความเป็นเจ้าของ

ชื่อโดเมน โฮสติ้ง บัญชีผู้ดูแล และเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลควรอยู่ภายใต้สิทธิ์ของเจ้าของธุรกิจ

สอบถามเรื่องการดูแลหลังส่งมอบ

ควรทราบว่าใครรับผิดชอบเมื่อระบบมีปัญหา อัปเดตแล้วเกิดข้อผิดพลาด หรือต้องกู้คืนข้อมูล

เปรียบเทียบคุณภาพ ไม่ใช่ราคาอย่างเดียว

ใบเสนอราคาที่ราคาต่างกันอาจมีขอบเขตงาน เครื่องมือ ลิขสิทธิ์ การรับประกัน และการดูแลที่ต่างกันมาก

สำหรับธุรกิจที่ต้องการเว็บไซต์พร้อมวางโครงสร้างให้รองรับการตลาด สามารถดูรายละเอียดได้ที่ บริการรับทำเว็บไซต์ WordPress

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการสร้างเว็บไซต์ WordPress

  • เลือกธีมจากความสวยอย่างเดียว
  • ไม่วาง Sitemap ก่อนออกแบบ
  • ไม่มี Keyword Research
  • ใช้หน้าเดียวรองรับหลาย Intent
  • ติดตั้งปลั๊กอินมากเกินไป
  • ใช้รูปภาพขนาดใหญ่
  • ไม่มีระบบสำรองข้อมูล
  • ไม่อัปเดต WordPress ธีม และปลั๊กอิน
  • ไม่มีระบบรักษาความปลอดภัย
  • ไม่ทดสอบบนโทรศัพท์มือถือ
  • ไม่มี Call to Action
  • ไม่มีระบบวัดผล
  • ใช้ข้อความตัวอย่างหรือข้อมูลไม่ครบ
  • ให้ผู้พัฒนาถือบัญชีทั้งหมด
  • ปล่อยเว็บไซต์โดยไม่มีผู้ดูแลหลังเปิดใช้งาน

วิธีดูแลเว็บไซต์ WordPress หลังเปิดใช้งาน

เว็บไซต์ควรได้รับการตรวจสอบเป็นประจำ ได้แก่

  • สำรองข้อมูล
  • อัปเดต WordPress
  • อัปเดตธีมและปลั๊กอิน
  • ตรวจแบบฟอร์ม
  • ตรวจลิงก์เสีย
  • ตรวจความเร็ว
  • ตรวจพื้นที่โฮสติ้ง
  • ตรวจความปลอดภัย
  • ตรวจบัญชีผู้ใช้งาน
  • ตรวจข้อมูลใน Analytics
  • ตรวจสถานะ Indexing
  • อัปเดตข้อมูลสินค้าและบริการ
  • อัปเดตบทความเดิม
  • ทดสอบการกู้คืนข้อมูล

สามารถตรวจสุขภาพระบบเบื้องต้นผ่านเมนู Site Health ใน WordPress เพื่อดูปัญหาที่เกี่ยวกับการอัปเดต การตั้งค่าเซิร์ฟเวอร์ และส่วนประกอบสำคัญของเว็บไซต์ได้

Checklist ก่อนเปิดเว็บไซต์ WordPress

เนื้อหา

  • ชื่อบริษัทและข้อมูลติดต่อถูกต้อง
  • ไม่มีข้อความตัวอย่าง
  • ไม่มีรูปภาพ Placeholder
  • ราคาและเงื่อนไขเป็นปัจจุบัน
  • ตรวจคำสะกดแล้ว
  • มีนโยบายความเป็นส่วนตัว

การใช้งาน

  • เมนูทำงานครบ
  • ปุ่มทุกปุ่มไปถูกหน้า
  • แบบฟอร์มส่งได้
  • ปุ่มโทรใช้งานได้
  • ปุ่ม LINE หรือช่องทางแชตถูกต้อง
  • ระบบสั่งซื้อหรือจองผ่านการทดสอบ

SEO

  • มี SEO Title และ Meta Description
  • มี H1 ที่ชัดเจน
  • URL ถูกต้อง
  • Canonical ถูกต้อง
  • Sitemap ใช้งานได้
  • ไม่มีหน้าทดสอบถูก Index
  • เชื่อม Search Console
  • ตรวจ Redirect จากเว็บไซต์เดิม

ความเร็วและมือถือ

  • รูปภาพได้รับการปรับขนาด
  • หน้าเว็บไม่ล้นจอ
  • ตัวอักษรอ่านง่าย
  • ปุ่มกดสะดวก
  • Popup ไม่บังเนื้อหา
  • ทดสอบเว็บไซต์บนอุปกรณ์จริง

ความปลอดภัยและสิทธิ์

  • เปิด HTTPS
  • ใช้รหัสผ่านที่ปลอดภัย
  • สำรองข้อมูลแล้ว
  • เจ้าของธุรกิจเข้าถึงโดเมนและโฮสติ้งได้
  • เจ้าของธุรกิจมีบัญชี WordPress Administrator
  • ลบผู้ใช้งานทดสอบ
  • ลบปลั๊กอินและธีมที่ไม่ได้ใช้

สรุปการออกแบบเว็บไซต์ด้วย WordPress

การออกแบบเว็บไซต์ด้วย WordPress ไม่ใช่เพียงการเลือกธีมและจัดหน้าให้สวย แต่เป็นการวางระบบที่เชื่อมโยงระหว่างเป้าหมายธุรกิจ กลุ่มลูกค้า เนื้อหา โครงสร้างเว็บไซต์ การออกแบบ SEO ความเร็ว ความปลอดภัย และการวัดผล

WordPress เหมาะกับเว็บไซต์หลายประเภทและสามารถขยายระบบได้ในอนาคต แต่ต้องได้รับการวางแผนและดูแลอย่างเหมาะสม

ก่อนเริ่มทำเว็บไซต์ ควรตอบให้ชัดว่าเว็บไซต์สร้างขึ้นเพื่อใคร ต้องการให้ผู้ใช้งานทำอะไร และจะวัดความสำเร็จด้วยข้อมูลใด เมื่อกำหนดเรื่องเหล่านี้ได้ การออกแบบและเลือกเครื่องมือจะมีทิศทางชัดเจนขึ้น และช่วยลดค่าใช้จ่ายในการแก้ไขภายหลัง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการออกแบบเว็บไซต์ WordPress

การออกแบบเว็บไซต์ด้วย WordPress คืออะไร?

คือการวางแผน ออกแบบ พัฒนา และดูแลเว็บไซต์โดยใช้ WordPress เป็นระบบจัดการข้อมูล ครอบคลุมทั้งโครงสร้าง เนื้อหา หน้าตา ฟังก์ชัน SEO ความเร็ว และความปลอดภัย

WordPress ใช้งานฟรีหรือไม่?

ซอฟต์แวร์ WordPress สามารถดาวน์โหลดมาใช้งานได้ แต่การสร้างเว็บไซต์จริงอาจมีค่าโดเมน โฮสติ้ง ธีม ปลั๊กอิน การออกแบบ การพัฒนา และการดูแลระบบ

ทำเว็บไซต์ WordPress ต้องเขียนโค้ดหรือไม่?

เว็บไซต์พื้นฐานสามารถสร้างได้โดยไม่ต้องเขียนโค้ด แต่การปรับแต่งเฉพาะ การเชื่อมต่อระบบ และการแก้ปัญหาทางเทคนิคอาจต้องใช้ความรู้ด้านโค้ด

WordPress เหมาะกับเว็บไซต์ธุรกิจหรือไม่?

เหมาะ โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องการจัดการเนื้อหาเอง ทำ SEO เพิ่มหน้าใหม่ และขยายฟังก์ชันในอนาคต แต่ต้องเลือกโครงสร้าง ธีม ปลั๊กอิน และโฮสติ้งให้เหมาะสม

WordPress เหมาะกับ SEO หรือไม่?

WordPress ช่วยให้จัดการองค์ประกอบ SEO ได้สะดวก แต่ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับคุณภาพเนื้อหา โครงสร้างเว็บไซต์ Search Intent ความเร็ว Internal Links และปัจจัยด้านความน่าเชื่อถือร่วมด้วย

เว็บไซต์ WordPress ปลอดภัยหรือไม่?

สามารถมีความปลอดภัยได้เมื่ออัปเดตระบบ ใช้รหัสผ่านที่รัดกุม จำกัดสิทธิ์ผู้ใช้ สำรองข้อมูล ใช้ SSL และเลือกธีมกับปลั๊กอินจากแหล่งที่เชื่อถือได้

WordPress ทำร้านค้าออนไลน์ได้หรือไม่?

ได้ สามารถเพิ่มระบบสินค้า ตะกร้า คำสั่งซื้อ การชำระเงิน การจัดส่ง และบัญชีลูกค้าได้ แต่ต้องให้ความสำคัญกับความเร็ว ความปลอดภัย และการดูแลระบบมากกว่าเว็บไซต์ทั่วไป

เว็บไซต์ WordPress รองรับมือถือหรือไม่?

รองรับได้เมื่อใช้ธีมและ Layout แบบ Responsive แต่ต้องทดสอบทุกหน้าบนโทรศัพท์มือถือจริง โดยเฉพาะเมนู ตาราง แบบฟอร์ม ปุ่ม และ Popup

เว็บไซต์ WordPress ต้องดูแลหลังเปิดใช้งานหรือไม่?

ต้องดูแลอย่างต่อเนื่อง ทั้งการสำรองข้อมูล อัปเดตระบบ ตรวจความปลอดภัย ตรวจแบบฟอร์ม อัปเดตเนื้อหา และติดตามประสิทธิภาพ

ใช้เวลาสร้างเว็บไซต์ WordPress นานเท่าไร?

ขึ้นอยู่กับจำนวนหน้า ความพร้อมของข้อมูล ระดับการออกแบบ ฟังก์ชัน และขั้นตอนการอนุมัติ เว็บไซต์บริษัททั่วไปอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์ ขณะที่ระบบร้านค้า สมาชิก หรือระบบเฉพาะอาจใช้เวลานานกว่า

ให้ KNmasters ช่วยออกแบบเว็บไซต์ WordPress สำหรับธุรกิจ

KNmasters ให้บริการออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์ WordPress โดยวางโครงสร้างให้เหมาะกับธุรกิจ รองรับการใช้งานบนโทรศัพท์มือถือ การทำ SEO การวัดผล และการขยายเว็บไซต์ในอนาคต

ขอบเขตงานสามารถปรับตามความต้องการ เช่น

  • เว็บไซต์บริษัท
  • เว็บไซต์บริการ
  • เว็บไซต์ร้านค้าออนไลน์
  • Landing Page
  • เว็บไซต์หลายภาษา
  • ปรับปรุงเว็บไซต์เดิม
  • ย้ายเว็บไซต์
  • วางโครงสร้าง SEO
  • ดูแลและบำรุงรักษา WordPress

ผู้ที่กำลังวางแผนสร้างเว็บไซต์ใหม่หรือต้องการปรับเว็บไซต์เดิม สามารถติดต่อ KNmasters เพื่อพูดคุยเป้าหมาย ขอบเขตงาน และแนวทางพัฒนาเว็บไซต์ที่เหมาะกับธุรกิจได้

อย่ารอช้า! ให้ KNmasters ดูแลธุรกิจของคุณวันนี้!

หากคุณต้องการข้อมูลเพิ่มเติมหรืออยากเริ่มใช้บริการกับ KNmasters เราพร้อมช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโตด้วยกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ครบวงจร

บทความที่เกี่ยวข้อง

Logo KNmasters

SEO สำหรับธุรกิจ B2B สร้างลูกค้าคุณภาพจาก Search E...

SEO สำหรับธุรกิจ B2B ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงทำให้เว็บไซต์ติดอันดับบน Google หรือเพ...
Logo KNmasters

วิธีทำ SEO สำหรับอสังหาริมทรัพย์ เพิ่มลีดโดยไม่ต้อ...

ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่การแข่งขันสูงขึ้นทุกปี การพึ่งพา Facebook Ads, Google Ad...
Logo KNmasters

เทคนิค SEO สำหรับคลินิกความงาม ดันลูกค้าใหม่จาก Go...

ก่อนตัดสินใจใช้บริการด้านความงาม ลูกค้าจำนวนมากเริ่มต้นจากการค้นหาข้อมูลบน Googl...
russia-moscow-october-18-2020-close-up-google-applications-android-smartphone-including-google-gmail-maps-youtube

วิธีเพิ่มรีวิว Google Maps อย่างถูกต้อง เพิ่มความน...

รีวิว Google Maps เป็นข้อมูลสำคัญที่ช่วยให้ผู้ใช้ประเมินความน่าเชื่อถือ คุณภาพสิ...
russia-moscow-october-18-2020-close-up-google-applications-android-smartphone-including-google-gmail-maps-youtube

วิธีเปลี่ยนชื่อร้านบน Google Maps อัปเดตล่าสุด พร้...

การเปลี่ยนชื่อร้านบน Google Maps สามารถทำได้ผ่าน Google Business Profile เมื่อธุ...
KNMASTERS

ผู้ช่วยที่จะขับเคลื่อนธุรกิจของคุณให้เติบโตอย่างมั่นคง

หากคุณกำลังมองหาทีมที่เข้าใจธุรกิจของคุณจริงๆ และพร้อมเปลี่ยนไอเดียให้กลายเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ KNmasters พร้อมอยู่เคียงข้างเพื่อให้คำปรึกษา วางกลยุทธ์ และสร้างแนวทางที่เหมาะกับคุณ เราช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้อย่างยั่งยืนในโลกออนไลน์