Gutenberg คืออะไร? รู้จัก Block Editor ของ WordPress พร้อมข้อดีและการเปรียบเทียบกับ Page Builder

/
/
Gutenberg คืออะไร? รู้จัก Block Editor ของ WordPress พร้อมข้อดีและการเปรียบเทียบกับ Page Builder
Logo KNmasters
หมวดหมู่:Digital Marketing

หากคุณใช้ WordPress ในการสร้างเว็บไซต์ อาจเคยได้ยินชื่อ “Gutenberg” แต่ยังไม่แน่ใจว่าคืออะไร และแตกต่างจากเครื่องมือแก้ไขเว็บไซต์แบบเดิมอย่างไร

Gutenberg เป็นระบบแก้ไขเนื้อหาแบบบล็อก หรือ Block Editor ของ WordPress ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถสร้างและจัดการหน้าเว็บไซต์ได้ง่าย รวดเร็ว และยืดหยุ่นมากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านการเขียนโค้ด

นอกจากช่วยให้แก้ไขเนื้อหาได้สะดวกแล้ว Gutenberg ยังมีจุดเด่นด้านความเร็วเว็บไซต์ การดูแลระยะยาว และการทำงานร่วมกับระบบของ WordPress โดยตรง จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับเว็บไซต์ธุรกิจ บล็อก เว็บไซต์ข่าว และเว็บไซต์ที่ให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพ

หัวข้อ

Gutenberg คืออะไร?

Gutenberg คือระบบ Block Editor ที่ถูกนำมาใช้เป็นตัวแก้ไขเนื้อหาหลักของ WordPress ตั้งแต่ WordPress เวอร์ชัน 5.0 โดยตั้งชื่อตาม Johannes Gutenberg ผู้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีแท่นพิมพ์ในยุโรป

ก่อนหน้านี้ WordPress ใช้ Classic Editor ซึ่งมีลักษณะคล้ายโปรแกรมพิมพ์เอกสารทั่วไป ผู้ใช้งานจะพิมพ์ข้อความและแทรกรูปภาพเรียงต่อกันภายในพื้นที่แก้ไขเดียว

Gutenberg เปลี่ยนแนวคิดดังกล่าว โดยแบ่งองค์ประกอบทุกอย่างออกเป็น “บล็อก” เช่น

  • Paragraph Block สำหรับข้อความ
  • Heading Block สำหรับหัวข้อ
  • Image Block สำหรับรูปภาพ
  • Button Block สำหรับสร้างปุ่ม
  • Gallery Block สำหรับแกลเลอรีรูปภาพ
  • Video Block สำหรับวิดีโอ
  • Columns Block สำหรับแบ่งคอลัมน์
  • Embed Block สำหรับฝังเนื้อหาจากแพลตฟอร์มอื่น

ผู้ใช้งานจึงสามารถย้าย ปรับแต่ง ทำซ้ำ หรือลบบล็อกแต่ละส่วนได้อย่างอิสระ โดยไม่กระทบกับองค์ประกอบอื่นภายในหน้า


หลักการทำงานของ Gutenberg

Gutenberg ใช้แนวคิด Modular Content หรือการแบ่งเนื้อหาออกเป็นส่วนย่อย แต่ละบล็อกมีการตั้งค่าและคุณสมบัติของตัวเอง

ตัวอย่างเช่น เมื่อเลือก Image Block ผู้ใช้งานจะสามารถกำหนดขนาดรูปภาพ การจัดตำแหน่ง คำอธิบาย และข้อความ Alt ได้ ส่วน Button Block จะมีตัวเลือกสำหรับข้อความ สี รูปแบบ และลิงก์ปลายทาง

การทำงานลักษณะนี้ช่วยให้ผู้ใช้สร้างเลย์เอาต์พื้นฐานได้โดยไม่ต้องเขียน HTML หรือ CSS และไม่จำเป็นต้องติดตั้ง Page Builder เพิ่มเติมสำหรับหน้าเว็บไซต์ที่ไม่ได้มีโครงสร้างซับซ้อนมาก

นอกจากนี้ WordPress ยังพัฒนา Gutenberg ให้รองรับ Full Site Editing หรือ FSE ซึ่งสามารถใช้แก้ไขส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์ เช่น Header, Footer, Template และหน้า Archive ผ่านระบบบล็อกได้ด้วย


ข้อดีของ Gutenberg

1. ใช้งานง่ายและแก้ไขเนื้อหาเป็นส่วน ๆ

ผู้ใช้สามารถเพิ่ม ย้าย ทำซ้ำ และปรับแต่งบล็อกแต่ละส่วนได้อย่างอิสระ ทำให้การแก้ไขหน้าเว็บไซต์สะดวกกว่าการแก้โค้ดหรือแก้เนื้อหาที่รวมอยู่ในพื้นที่เดียว

2. ติดตั้งมากับ WordPress โดยตรง

Gutenberg เป็นส่วนหนึ่งของ WordPress Core ผู้ใช้งานจึงไม่จำเป็นต้องติดตั้งปลั๊กอิน Page Builder เพิ่มเติมสำหรับการจัดหน้าแบบพื้นฐาน

การลดจำนวนปลั๊กอินช่วยลดความซับซ้อนของระบบ และลดโอกาสเกิดปัญหาจากปลั๊กอินที่ไม่เข้ากัน

3. มีโอกาสทำเว็บไซต์ได้เร็วกว่า

Gutenberg ใช้ระบบของ WordPress โดยตรงและมักสร้างโครงสร้างหน้าเว็บที่ไม่ซับซ้อนเท่า Page Builder บางประเภท จึงมีโอกาสใช้ CSS และ JavaScript น้อยกว่า

ประโยชน์ที่อาจได้รับ ได้แก่

  • หน้าเว็บไซต์โหลดเร็วขึ้น
  • ลดขนาดไฟล์ที่เบราว์เซอร์ต้องดาวน์โหลด
  • ลดจำนวนคำขอไปยังเซิร์ฟเวอร์
  • ปรับคะแนน Core Web Vitals ได้ง่ายขึ้น
  • ลดภาระของ Hosting
  • รองรับผู้ใช้งานผ่านมือถือได้ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม ความเร็วของเว็บไซต์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ Editor เพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับธีม จำนวนปลั๊กอิน ขนาดรูปภาพ ระบบ Cache และคุณภาพของ Hosting ด้วย

4. ดูแลเว็บไซต์ระยะยาวได้ง่าย

เนื่องจาก Gutenberg เป็นส่วนหนึ่งของ WordPress Core ระบบจึงได้รับการพัฒนาและอัปเดตควบคู่กับ WordPress โดยตรง

ในระยะยาว เว็บไซต์ที่ใช้ Gutenberg อย่างเหมาะสมอาจดูแลได้ง่ายกว่าเว็บไซต์ที่พึ่งพา Page Builder และ Add-on จำนวนมาก เพราะมีองค์ประกอบภายนอกที่ต้องอัปเดตน้อยกว่า

ข้อดีด้านการดูแลระยะยาว ได้แก่

  • ลดการพึ่งพาปลั๊กอินจากผู้พัฒนาหลายราย
  • ลดความเสี่ยงจากปลั๊กอินหยุดพัฒนา
  • ลดปัญหาความเข้ากันได้หลังอัปเดต WordPress
  • ย้ายหรือแก้ไขเนื้อหาได้ง่าย
  • ลดค่าใช้จ่ายจาก License ของ Page Builder หรือ Add-on
  • ส่งมอบเว็บไซต์ให้เจ้าของธุรกิจดูแลต่อได้ง่าย

5. รองรับ Responsive Design

บล็อกมาตรฐานของ WordPress และธีมรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ได้รับการออกแบบให้รองรับหน้าจอ Desktop, Tablet และ Mobile

อย่างไรก็ตาม ควรตรวจสอบการแสดงผลจริงทุกอุปกรณ์ โดยเฉพาะหน้าเว็บไซต์ที่มีหลายคอลัมน์ ตารางขนาดใหญ่ หรือรูปภาพหลายรายการ

6. รองรับ Block Patterns และ Reusable Content

ผู้ใช้งานสามารถสร้างรูปแบบเนื้อหาที่ใช้ซ้ำได้ เช่น

  • กล่อง Call to Action
  • ส่วนแนะนำบริการ
  • ตารางราคา
  • แบนเนอร์ประชาสัมพันธ์
  • ข้อมูลติดต่อ
  • คำถามที่พบบ่อย

เมื่อแก้ไข Pattern หรือบล็อกที่ซิงก์ไว้ เนื้อหาสามารถเปลี่ยนตามกันได้ในหลายหน้า ช่วยลดเวลาและลดความผิดพลาดในการดูแลเว็บไซต์

7. รองรับ Custom Block

นักพัฒนาสามารถสร้างบล็อกเฉพาะสำหรับเว็บไซต์ได้ เช่น

  • บล็อกแสดงบริการ
  • บล็อกรีวิวลูกค้า
  • บล็อกทีมงาน
  • บล็อกข้อมูลอสังหาริมทรัพย์
  • บล็อกตารางสินค้า
  • บล็อกแสดงข้อมูลจาก Custom Post Type

จึงเหมาะทั้งกับผู้ใช้งานทั่วไปและเว็บไซต์ที่ต้องการระบบจัดการเนื้อหาเฉพาะทาง

Gutenberg เหมาะกับใครบ้าง?

Gutenberg เหมาะกับผู้ใช้งานหลายกลุ่ม ได้แก่

ผู้เริ่มต้นใช้ WordPress

ผู้เริ่มต้นสามารถสร้างบทความและหน้าเว็บไซต์พื้นฐานได้โดยไม่ต้องเรียนรู้การเขียนโค้ด

เจ้าของธุรกิจที่ต้องการอัปเดตเว็บไซต์เอง

หลังจากทีมพัฒนาออกแบบโครงสร้างไว้แล้ว เจ้าของธุรกิจสามารถแก้ข้อความ เปลี่ยนรูปภาพ เพิ่มบริการ หรือเผยแพร่บทความได้ด้วยตนเอง

นักการตลาดและทีมคอนเทนต์

ทีมการตลาดสามารถสร้าง Landing Page เบื้องต้น จัดรูปแบบบทความ และเพิ่ม Call to Action ได้โดยไม่ต้องรอโปรแกรมเมอร์แก้ไขทุกครั้ง

เว็บไซต์ที่ให้ความสำคัญกับความเร็ว

เว็บไซต์ข่าว บล็อก เว็บไซต์องค์กร และเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาจำนวนมาก อาจได้ประโยชน์จากโครงสร้างที่เบาและการพึ่งพาปลั๊กอินที่น้อยลง

นักพัฒนาที่ต้องการสร้างระบบจัดการเนื้อหาเฉพาะ

นักพัฒนาสามารถสร้าง Custom Block และกำหนดรูปแบบการกรอกข้อมูลให้เหมาะกับทีมงานของลูกค้าได้


Gutenberg เทียบกับ Classic Editor

คุณสมบัติGutenbergClassic Editor
รูปแบบการเขียนแบ่งเนื้อหาเป็นบล็อกพิมพ์เนื้อหาในพื้นที่เดียว
การจัดเลย์เอาต์ยืดหยุ่นกว่ามีข้อจำกัด
การเพิ่มปุ่มและคอลัมน์ทำได้ด้วยบล็อกมักต้องใช้โค้ดหรือปลั๊กอิน
การจัดการมัลติมีเดียทำได้สะดวกทำได้ในระดับพื้นฐาน
การทำเนื้อหาซ้ำใช้ Patterns หรือ Synced Patternsมักต้องคัดลอกเอง
ความเหมาะสมกับผู้เริ่มต้นต้องเรียนรู้ระบบบล็อกเล็กน้อยคุ้นเคยง่ายในช่วงแรก
การพัฒนาในอนาคตเป็นทิศทางหลักของ WordPressใช้สำหรับระบบเดิมเป็นหลัก

Classic Editor อาจเหมาะกับผู้ที่ต้องการเขียนบทความแบบเรียบง่ายและคุ้นเคยกับรูปแบบเดิม แต่ Gutenberg เหมาะกับเว็บไซต์ที่ต้องการความยืดหยุ่นและรองรับการพัฒนาในอนาคตมากกว่า


Gutenberg เทียบกับ Page Builder

Page Builder คือเครื่องมือสร้างหน้าเว็บไซต์แบบลากและวาง เช่น Elementor, Bricks Builder, Beaver Builder หรือ Divi ซึ่งมักมีเครื่องมือด้านการออกแบบมากกว่า Gutenberg

ทั้งสองระบบไม่ได้มีตัวเลือกใดดีที่สุดสำหรับทุกเว็บไซต์ แต่เหมาะกับงานคนละประเภท

หัวข้อเปรียบเทียบGutenbergPage Builder
ความเร็วมีโอกาสเบากว่า เพราะทำงานกับ WordPress Coreขึ้นอยู่กับ Builder และจำนวน Widget ที่ใช้
ความยืดหยุ่นด้านการออกแบบเหมาะกับเลย์เอาต์พื้นฐานถึงระดับกลางเหมาะกับงานออกแบบซับซ้อน
การเรียนรู้เรียนรู้ง่ายสำหรับงานคอนเทนต์ต้องเรียนรู้ระบบของ Builder แต่ละตัว
จำนวนปลั๊กอินใช้ปลั๊กอินเสริมน้อยกว่าได้อาจต้องใช้ Builder และ Add-on เพิ่ม
การดูแลระยะยาวพึ่งพา WordPress Core เป็นหลักพึ่งพาผู้พัฒนา Builder และ License
ค่าใช้จ่ายฟังก์ชันพื้นฐานไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มรุ่น Pro และ Add-on อาจมีค่ารายปี
Animation และ Effectมีข้อจำกัดในระบบพื้นฐานมีตัวเลือกมากกว่า
Header และ Footerทำได้ผ่าน Block Theme และ FSEทำได้สะดวกผ่าน Theme Builder
Dynamic Contentทำได้ แต่บางกรณีต้องพัฒนาเพิ่มBuilder บางตัวรองรับผ่านเครื่องมือเสริม
การส่งมอบให้ลูกค้าเหมาะกับการแก้เนื้อหาประจำวันต้องระวังลูกค้าแก้โครงสร้างผิด
ความเสี่ยงจาก Vendor Lock-inค่อนข้างต่ำอาจสูง หากเนื้อหาผูกกับ Builder มาก

ควรเลือก Gutenberg เมื่อใด?

Gutenberg เหมาะเมื่อเว็บไซต์มีลักษณะดังนี้

  • เน้นความเร็วและ SEO
  • มีบทความหรือเนื้อหาจำนวนมาก
  • ต้องการลดจำนวนปลั๊กอิน
  • ต้องการดูแลเว็บไซต์ระยะยาว
  • ต้องการให้ทีมคอนเทนต์แก้ไขข้อมูลเอง
  • ใช้เลย์เอาต์ที่ไม่ซับซ้อนมาก
  • ต้องการลดค่า License รายปี

ควรเลือก Page Builder เมื่อใด?

Page Builder เหมาะเมื่อเว็บไซต์มีลักษณะดังนี้

  • ต้องการดีไซน์ที่มีรายละเอียดสูง
  • มี Animation หรือ Effect จำนวนมาก
  • ต้องการควบคุมตำแหน่งองค์ประกอบอย่างละเอียด
  • มี Landing Page หลายรูปแบบ
  • ต้องการออกแบบ Header, Footer และ Template ผ่านหน้าจอเดียว
  • ทีมงานคุ้นเคยกับ Builder นั้นอยู่แล้ว

ใช้ Gutenberg ร่วมกับ Page Builder ได้หรือไม่?

สามารถใช้ร่วมกันได้ เช่น ใช้ Page Builder สำหรับหน้าแรก หน้าบริการ หรือ Landing Page ที่ต้องการดีไซน์เฉพาะ และใช้ Gutenberg สำหรับบทความ ข่าวสาร และหน้าข้อมูลทั่วไป

อย่างไรก็ตาม ควรวางมาตรฐานให้ชัดเจนว่าหน้าใดใช้เครื่องมือใด เพื่อไม่ให้ระบบซับซ้อนเกินไปและลดปัญหาในการดูแลภายหลัง


Gutenberg ใช้คู่กับอะไรได้บ้าง?

Block Theme และ Full Site Editing

Gutenberg สามารถใช้กับธีมที่รองรับ Full Site Editing เพื่อแก้ไข Header, Footer และ Template ต่าง ๆ ด้วยระบบบล็อก

ปลั๊กอินบล็อกเสริม

ปลั๊กอินที่ได้รับความนิยม เช่น

  • Kadence Blocks
  • Spectra
  • Stackable
  • GenerateBlocks

ปลั๊กอินเหล่านี้ช่วยเพิ่มบล็อก เลย์เอาต์ และตัวเลือกการออกแบบที่ไม่มีใน Gutenberg พื้นฐาน

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรติดตั้งปลั๊กอินบล็อกเสริมหลายตัวพร้อมกันโดยไม่จำเป็น เพราะอาจทำให้เครื่องมือซ้ำกัน ระบบซับซ้อน และเพิ่มไฟล์ที่เว็บไซต์ต้องโหลด

WooCommerce

WooCommerce มีบล็อกสำหรับสินค้า ตะกร้าสินค้า การชำระเงิน และหมวดหมู่สินค้า ทำให้สามารถสร้างหน้าร้านค้าออนไลน์ร่วมกับ Gutenberg ได้

Custom Post Type และ Custom Fields

นักพัฒนาสามารถเชื่อม Gutenberg กับข้อมูลประเภทต่าง ๆ เช่น ผลงาน บริการ ทีมงาน ห้องพัก หรืออสังหาริมทรัพย์ เพื่อสร้างเว็บไซต์ที่จัดการข้อมูลได้อย่างเป็นระบบ


เทคนิคการใช้งาน Gutenberg อย่างมืออาชีพ

ใช้ Patterns สำหรับส่วนที่ใช้ซ้ำ

สร้าง Pattern สำหรับปุ่มติดต่อ กล่องบริการ FAQ หรือแบนเนอร์ เพื่อให้แต่ละหน้ามีรูปแบบสม่ำเสมอ

ใช้ Group, Row และ Columns อย่างเป็นระบบ

บล็อกเหล่านี้ช่วยจัดโครงสร้างเลย์เอาต์ แต่ไม่ควรซ้อนหลายชั้นเกินความจำเป็น เพราะอาจทำให้แก้ไขยากและสร้าง HTML ที่ซับซ้อน

ใช้ List View ตรวจสอบโครงสร้าง

List View ช่วยให้มองเห็นลำดับ Heading, Group, Columns และบล็อกต่าง ๆ ได้ชัดเจน เหมาะสำหรับหน้าที่มีองค์ประกอบจำนวนมาก

กำหนด Global Styles

เว็บไซต์ที่ใช้ Block Theme สามารถกำหนดสี ฟอนต์ ระยะห่าง และรูปแบบปุ่มจากส่วนกลาง ช่วยให้ดีไซน์สม่ำเสมอและแก้ไขได้รวดเร็ว

ตั้งชื่อ Pattern และ Block ให้เข้าใจง่าย

สำหรับเว็บไซต์ที่มีทีมงานหลายคน ควรตั้งชื่อส่วนต่าง ๆ เช่น “CTA ติดต่อท้ายบทความ” หรือ “กล่องแนะนำบริการ” เพื่อให้ค้นหาและใช้งานได้ง่าย

จำกัดสิทธิ์และรูปแบบสำหรับผู้ดูแลเนื้อหา

เว็บไซต์ธุรกิจอาจกำหนดรูปแบบบล็อกไว้ล่วงหน้า เพื่อให้ทีมคอนเทนต์แก้ไขเฉพาะข้อความและรูปภาพ โดยไม่ทำให้เลย์เอาต์หลักเสียหาย

ทดสอบความเร็วหลังเพิ่มบล็อกเสริม

ทุกครั้งที่ติดตั้งปลั๊กอินบล็อกหรือเพิ่มองค์ประกอบซับซ้อน ควรทดสอบผ่าน PageSpeed Insights หรือเครื่องมือวัดประสิทธิภาพอื่น เพื่อดูผลกระทบต่อเว็บไซต์

ข้อเสียและข้อควรระวัง

ต้องใช้เวลาในการปรับตัว

ผู้ที่คุ้นเคยกับ Classic Editor หรือ Page Builder อาจต้องใช้เวลาเรียนรู้วิธีเลือกบล็อก การใช้ List View และการจัดวางองค์ประกอบ

เครื่องมือออกแบบพื้นฐานยังมีข้อจำกัด

Gutenberg พื้นฐานอาจไม่เหมาะกับงานที่ต้องการ Animation, Popup, Mega Menu หรือเลย์เอาต์ที่ซับซ้อนมาก โดยอาจต้องใช้ปลั๊กอินเสริมหรือ Custom Development

ธีมและปลั๊กอินเก่าอาจทำงานร่วมกันไม่สมบูรณ์

เว็บไซต์ที่สร้างมานานควรทดสอบในระบบสำรองก่อนเปลี่ยน Editor หรือเปิดใช้ Full Site Editing

การติดตั้ง Block Plugin มากเกินไปอาจทำให้ระบบหนัก

แม้ Gutenberg จะมีพื้นฐานที่เบา แต่หากติดตั้ง Add-on หลายชุด อาจเกิด CSS และ JavaScript ซ้ำซ้อน รวมถึงสร้างปัญหาในการดูแลระยะยาว

การออกแบบโดยไม่มีระบบอาจทำให้หน้าเว็บไม่สม่ำเสมอ

หากผู้ใช้งานกำหนดสี ฟอนต์ และระยะห่างเองทุกบล็อก เว็บไซต์อาจขาดความเป็นเอกภาพ จึงควรมี Design System และ Pattern ที่ชัดเจน


สรุป

Gutenberg คือระบบแก้ไขเนื้อหาแบบ Block Editor ของ WordPress ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสร้างและจัดการเว็บไซต์ได้ง่ายขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ด

จุดเด่นสำคัญของ Gutenberg คือการทำงานร่วมกับ WordPress โดยตรง มีโอกาสสร้างหน้าเว็บที่โหลดเร็ว ลดการพึ่งพาปลั๊กอิน และช่วยให้ดูแลเว็บไซต์ในระยะยาวได้ง่ายขึ้น

เมื่อเปรียบเทียบกับ Page Builder แล้ว Gutenberg เหมาะกับเว็บไซต์ที่ให้ความสำคัญกับความเร็ว SEO เนื้อหาจำนวนมาก และความง่ายในการดูแล ส่วน Page Builder จะเหมาะกับเว็บไซต์ที่ต้องการดีไซน์ซับซ้อนและควบคุมรายละเอียดด้านภาพมากกว่า

การเลือกเครื่องมือจึงควรพิจารณาจากเป้าหมายของเว็บไซต์ งบประมาณ รูปแบบการดูแล และความสามารถของทีมงาน ไม่ควรเลือกจากความนิยมเพียงอย่างเดียว

หากคุณกำลังวางแผนสร้างเว็บไซต์ WordPress แต่ยังไม่แน่ใจว่าควรเลือก Gutenberg, Elementor หรือ Page Builder รูปแบบใด ทีมงาน KNmasters สามารถช่วยวางโครงสร้าง เลือกเทคโนโลยี และพัฒนาเว็บไซต์ให้เหมาะกับธุรกิจ โดยคำนึงถึงทั้งความเร็ว SEO และการดูแลระยะยาว

แหล่งอ้างอิง

อย่ารอช้า! ให้ KNmasters ดูแลธุรกิจของคุณวันนี้!

หากคุณต้องการข้อมูลเพิ่มเติมหรืออยากเริ่มใช้บริการกับ KNmasters เราพร้อมช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโตด้วยกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ครบวงจร

ป้ายกำกับ : เว็บไซต์

บทความที่เกี่ยวข้อง

Logo KNmasters

SEO สำหรับธุรกิจ B2B สร้างลูกค้าคุณภาพจาก Search E...

SEO สำหรับธุรกิจ B2B ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงทำให้เว็บไซต์ติดอันดับบน Google หรือเพ...
Logo KNmasters

วิธีทำ SEO สำหรับอสังหาริมทรัพย์ เพิ่มลีดโดยไม่ต้อ...

ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่การแข่งขันสูงขึ้นทุกปี การพึ่งพา Facebook Ads, Google Ad...
Logo KNmasters

เทคนิค SEO สำหรับคลินิกความงาม ดันลูกค้าใหม่จาก Go...

ก่อนตัดสินใจใช้บริการด้านความงาม ลูกค้าจำนวนมากเริ่มต้นจากการค้นหาข้อมูลบน Googl...
russia-moscow-october-18-2020-close-up-google-applications-android-smartphone-including-google-gmail-maps-youtube

วิธีเพิ่มรีวิว Google Maps อย่างถูกต้อง เพิ่มความน...

รีวิว Google Maps เป็นข้อมูลสำคัญที่ช่วยให้ผู้ใช้ประเมินความน่าเชื่อถือ คุณภาพสิ...
russia-moscow-october-18-2020-close-up-google-applications-android-smartphone-including-google-gmail-maps-youtube

วิธีเปลี่ยนชื่อร้านบน Google Maps อัปเดตล่าสุด พร้...

การเปลี่ยนชื่อร้านบน Google Maps สามารถทำได้ผ่าน Google Business Profile เมื่อธุ...
KNMASTERS

ผู้ช่วยที่จะขับเคลื่อนธุรกิจของคุณให้เติบโตอย่างมั่นคง

หากคุณกำลังมองหาทีมที่เข้าใจธุรกิจของคุณจริงๆ และพร้อมเปลี่ยนไอเดียให้กลายเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ KNmasters พร้อมอยู่เคียงข้างเพื่อให้คำปรึกษา วางกลยุทธ์ และสร้างแนวทางที่เหมาะกับคุณ เราช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้อย่างยั่งยืนในโลกออนไลน์