อยากมีเว็บไซต์บริษัทเริ่มต้นยังไง? คู่มือสร้างเว็บไซต์ธุรกิจแบบครบทุกขั้นตอน

/
/
อยากมีเว็บไซต์บริษัทเริ่มต้นยังไง? คู่มือสร้างเว็บไซต์ธุรกิจแบบครบทุกขั้นตอน
36525 how to start a company website Horizontal
หมวดหมู่:Digital Marketing

ในยุคที่ลูกค้าส่วนใหญ่ค้นหาข้อมูลผ่าน Google ก่อนตัดสินใจซื้อ การมีเว็บไซต์บริษัทไม่ใช่เพียงทางเลือกสำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ แต่เป็นเครื่องมือพื้นฐานของธุรกิจแทบทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นบริษัทบริการ โรงงาน ผู้รับเหมา ธุรกิจ B2B ร้านค้า SME สำนักงานที่ปรึกษา หรือองค์กรที่ต้องการสร้างความน่าเชื่อถือบนโลกออนไลน์

เว็บไซต์บริษัทที่วางแผนอย่างเหมาะสมสามารถทำหน้าที่ได้มากกว่าการแสดงข้อมูลติดต่อ เพราะยังช่วยนำเสนอสินค้าและบริการ เก็บข้อมูลลูกค้าที่สนใจ สนับสนุนงานขาย ทำ SEO และสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

อย่างไรก็ตาม หลายธุรกิจยังไม่แน่ใจว่า อยากมีเว็บไซต์บริษัทเริ่มต้นยังไง ต้องเตรียมอะไร ใช้งบประมาณเท่าไร และควรทำเองหรือจ้างผู้เชี่ยวชาญ

บทความนี้รวบรวมขั้นตอนสำคัญตั้งแต่การกำหนดเป้าหมาย จดโดเมน เลือก Hosting วางโครงสร้างเว็บไซต์ เตรียมเนื้อหา ไปจนถึง Checklist ที่ควรส่งให้ทีมพัฒนาเว็บไซต์ก่อนเริ่มโครงการ

หัวข้อ

เว็บไซต์บริษัทคืออะไร?

เว็บไซต์บริษัทคือเว็บไซต์ที่ใช้เป็นช่องทางหลักในการนำเสนอข้อมูลขององค์กรบนอินเทอร์เน็ต โดยทั่วไปจะมีข้อมูลเกี่ยวกับบริษัท สินค้า บริการ ผลงาน ช่องทางติดต่อ และเนื้อหาที่ช่วยให้ลูกค้าเข้าใจธุรกิจมากขึ้น

เว็บไซต์บริษัทอาจมีเป้าหมายแตกต่างกัน เช่น

  • สร้างความน่าเชื่อถือให้บริษัท
  • แนะนำสินค้าและบริการ
  • สร้าง Lead จากแบบฟอร์มติดต่อ
  • รองรับลูกค้าที่มาจากโฆษณา
  • ทำ SEO เพื่อเพิ่มผู้เข้าชมจาก Google
  • แสดงผลงานหรือกรณีศึกษา
  • รับสมัครพนักงาน
  • ให้ข้อมูลตัวแทนจำหน่าย
  • ดาวน์โหลดเอกสารบริษัท
  • เชื่อมต่อระบบจองหรือชำระเงิน

ดังนั้น เว็บไซต์บริษัทไม่จำเป็นต้องมีหน้าตาหรือฟังก์ชันเหมือนกันทั้งหมด การออกแบบควรเริ่มจากเป้าหมายทางธุรกิจและพฤติกรรมของกลุ่มลูกค้า


ทำไมบริษัทต้องมีเว็บไซต์?

1. สร้างความน่าเชื่อถือ

เมื่อลูกค้าได้ยินชื่อบริษัท สิ่งหนึ่งที่มักทำคือค้นหาชื่อธุรกิจผ่าน Google หากพบเว็บไซต์ที่มีข้อมูลครบ ออกแบบเป็นมืออาชีพ และมีช่องทางติดต่อชัดเจน จะช่วยสร้างความมั่นใจได้มากกว่าการมีเพียง Social Media

เว็บไซต์ยังช่วยแสดงข้อมูลที่ใช้ยืนยันตัวตนของธุรกิจ เช่น

  • ชื่อบริษัท
  • ที่อยู่
  • เบอร์โทรศัพท์
  • อีเมล
  • เลขทะเบียนหรือข้อมูลองค์กรเมื่อเหมาะสม
  • ทีมงาน
  • ผลงาน
  • ลูกค้าที่เคยให้บริการ
  • นโยบายและเงื่อนไข

2. นำเสนอข้อมูลได้ตลอด 24 ชั่วโมง

เว็บไซต์ทำหน้าที่เป็นพนักงานแนะนำธุรกิจที่เปิดให้ลูกค้าเข้าชมได้ตลอดเวลา ลูกค้าสามารถอ่านข้อมูลบริการ เปรียบเทียบตัวเลือก ดูผลงาน และส่งข้อความได้โดยไม่ต้องรอเวลาทำการ

3. ลดการพึ่งพา Social Media

บัญชี Social Media อยู่ภายใต้กฎและระบบของแพลตฟอร์ม การมองเห็นอาจเปลี่ยนแปลง หรือบัญชีอาจมีปัญหาได้

เว็บไซต์เป็นช่องทางที่ธุรกิจควบคุมได้มากกว่า ทั้งในด้าน

  • เนื้อหา
  • การออกแบบ
  • ข้อมูลลูกค้า
  • ระบบติดตามผล
  • โครงสร้าง SEO
  • เส้นทางการติดต่อ
  • การเชื่อมต่อระบบอื่น

4. ช่วยให้ลูกค้าค้นพบธุรกิจผ่าน Google

เว็บไซต์ที่มีโครงสร้างและเนื้อหาที่เหมาะสมสามารถทำ SEO เพื่อให้ปรากฏบนผลการค้นหาเมื่อผู้ใช้ค้นหาสินค้า บริการ หรือปัญหาที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ

ตัวอย่างคำค้น เช่น

  • บริษัทรับทำเว็บไซต์
  • โรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์
  • บริษัทรับเหมาก่อสร้าง
  • ที่ปรึกษาการตลาดออนไลน์
  • ระบบจองสำหรับโรงแรม

5. เก็บข้อมูลลูกค้าที่สนใจ

เว็บไซต์สามารถติดตั้งแบบฟอร์ม ปุ่มโทร ปุ่ม LINE ระบบนัดหมาย หรือระบบขอใบเสนอราคา เพื่อเปลี่ยนผู้เข้าชมให้เป็น Lead

ข้อมูลเหล่านี้สามารถนำไปใช้ต่อในงานขาย เช่น

  • โทรกลับ
  • ส่งใบเสนอราคา
  • นัดประชุม
  • ส่งข้อมูลบริการ
  • ทำ Email Marketing
  • ติดตามสถานะลูกค้าใน CRM

6. วัดผลได้

เว็บไซต์สามารถเชื่อมต่อระบบวิเคราะห์เพื่อดูว่า

  • ผู้เข้าชมมาจากช่องทางใด
  • เปิดหน้าใดบ้าง
  • สนใจบริการอะไร
  • กดปุ่มใด
  • ส่งแบบฟอร์มหรือไม่
  • หน้าใดสร้าง Lead
  • แคมเปญใดสร้าง Conversion

ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ธุรกิจปรับปรุงการตลาดและเว็บไซต์ได้จากพฤติกรรมจริง

อยากมีเว็บไซต์บริษัทเริ่มต้นยังไง?

การเริ่มทำเว็บไซต์บริษัทสามารถแบ่งออกเป็น 10 ขั้นตอนหลัก ดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 กำหนดเป้าหมายเว็บไซต์ให้ชัดเจน

ก่อนเลือกรูปแบบ สี หรือฟังก์ชัน ควรกำหนดก่อนว่าเว็บไซต์ต้องช่วยธุรกิจเรื่องอะไร

ตัวอย่างเป้าหมาย ได้แก่

  • ให้ลูกค้ารู้จักบริษัท
  • สร้างความน่าเชื่อถือ
  • เพิ่มจำนวนลูกค้าติดต่อ
  • ทำ SEO
  • แสดงผลงาน
  • ขายสินค้า
  • รับสมัครพนักงาน
  • ให้ดาวน์โหลด Company Profile
  • รองรับโฆษณา
  • ให้ลูกค้าจองบริการ

เว็บไซต์หนึ่งอาจมีหลายเป้าหมาย แต่ควรกำหนดเป้าหมายหลักให้ชัด เพื่อให้ทีมออกแบบสามารถวางโครงสร้างและ CTA ได้เหมาะสม

ตัวอย่างเป้าหมายที่วัดผลได้

แทนที่จะกำหนดว่า

ต้องการเว็บไซต์สวยและทันสมัย

ควรกำหนดว่า

ต้องการเว็บไซต์ที่ช่วยเพิ่มแบบฟอร์มขอใบเสนอราคา และรองรับการทำ SEO สำหรับบริการหลักของบริษัท

เป้าหมายแบบนี้ช่วยให้ประเมินผลหลังเปิดเว็บไซต์ได้ง่ายกว่า


ขั้นตอนที่ 2 ระบุกลุ่มเป้าหมาย

เว็บไซต์ที่ดีต้องสื่อสารกับลูกค้าที่ชัดเจน

ควรตอบคำถาม เช่น

  • ลูกค้าหลักคือใคร
  • เป็นบุคคลทั่วไปหรือองค์กร
  • อยู่ในประเทศไทยหรือต่างประเทศ
  • ลูกค้าใช้มือถือหรือคอมพิวเตอร์เป็นหลัก
  • ลูกค้ากังวลเรื่องอะไร
  • ต้องการข้อมูลอะไรเพื่อประกอบการตัดสินใจ
  • ใครเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจซื้อ
  • กระบวนการขายใช้เวลานานแค่ไหน

ตัวอย่างเช่น เว็บไซต์โรงงาน B2B อาจต้องเน้นกำลังการผลิต มาตรฐาน และการขอใบเสนอราคา ขณะที่เว็บไซต์บริษัทออกแบบภายในควรเน้นภาพผลงาน รูปแบบบริการ และขั้นตอนการทำงาน


ขั้นตอนที่ 3 จดโดเมน

Domain Name คือชื่อเว็บไซต์ เช่น

  • yourcompany.com
  • yourbrand.co.th
  • companyname.net

โดเมนควรเป็นชื่อที่สอดคล้องกับแบรนด์และจดจำได้ง่าย

เทคนิคเลือกโดเมน

  • ใช้ชื่อแบรนด์หรือชื่อบริษัท
  • สั้นและพิมพ์ง่าย
  • หลีกเลี่ยงตัวเลขที่ไม่จำเป็น
  • หลีกเลี่ยงเครื่องหมายขีดกลางหลายตำแหน่ง
  • ไม่ใช้ชื่อที่ใกล้เคียงคู่แข่งเกินไป
  • ตรวจสอบชื่อบน Social Media
  • ตรวจสอบเครื่องหมายการค้าเมื่อจำเป็น
  • เลือกนามสกุลให้เหมาะกับธุรกิจ

เลือก .com หรือ .co.th ดี?

.com เหมาะกับธุรกิจทั่วไปและจดจำง่าย ส่วน .co.th สื่อถึงองค์กรธุรกิจในประเทศไทยและมีขั้นตอนยืนยันเอกสารตามข้อกำหนดของผู้ให้บริการจดโดเมน

บางบริษัทอาจจดทั้งสองชื่อ แล้วกำหนดให้โดเมนหนึ่ง Redirect ไปยังโดเมนหลัก เพื่อป้องกันความสับสนและลดโอกาสที่ผู้อื่นจะจดชื่อใกล้เคียง

ใครควรเป็นเจ้าของโดเมน?

ควรจดโดเมนในชื่อบริษัทหรือบัญชีที่บริษัทควบคุม และเก็บข้อมูลต่ออายุไว้ภายในองค์กร ไม่ควรให้บุคคลภายนอกถือครองโดเมนแทนโดยไม่มีข้อตกลงที่ชัดเจน


ขั้นตอนที่ 4 เลือก Hosting ให้เหมาะกับธุรกิจ

Hosting คือพื้นที่เซิร์ฟเวอร์สำหรับจัดเก็บไฟล์เว็บไซต์ ฐานข้อมูล รูปภาพ และระบบต่าง ๆ

ปัจจัยที่ควรพิจารณา ได้แก่

  • ประเภทเว็บไซต์
  • จำนวนผู้เข้าชม
  • จำนวนผู้ใช้งานพร้อมกัน
  • พื้นที่จัดเก็บ
  • CPU และ RAM
  • ความเร็วเซิร์ฟเวอร์
  • ระบบ Cache
  • SSL
  • Backup
  • Security
  • Uptime
  • Support
  • การอัปเกรดในอนาคต

เว็บไซต์บริษัททั่วไปใช้ Hosting แบบไหน?

เว็บไซต์บริษัทที่มีข้อมูลพื้นฐานและยังมีผู้เข้าชมไม่มาก สามารถเริ่มจาก WordPress Hosting หรือ Shared Hosting ที่มีทรัพยากรเหมาะสมได้

หากเว็บไซต์มีระบบเพิ่มเติม เช่น

  • WooCommerce
  • ระบบสมาชิก
  • ระบบจอง
  • หลายภาษา
  • ฐานข้อมูลจำนวนมาก
  • Traffic จากโฆษณาสูง

อาจต้องพิจารณา Managed WordPress Hosting, Cloud Hosting หรือ VPS

ไม่ควรเลือก Hosting จากพื้นที่จัดเก็บหรือราคาเพียงอย่างเดียว เพราะ Hosting ราคาต่ำแต่มีทรัพยากรจำกัดอาจทำให้เว็บไซต์ช้าและกระทบภาพลักษณ์ของบริษัท


ขั้นตอนที่ 5 เลือกระบบสร้างเว็บไซต์

ระบบสร้างเว็บไซต์ที่พบได้บ่อย เช่น

  • WordPress
  • Wix
  • Shopify
  • Webflow
  • ระบบพัฒนาเฉพาะ
  • Website Builder ของผู้ให้บริการต่าง ๆ

การเลือกระบบควรดูจากเป้าหมาย ฟังก์ชัน งบประมาณ และความสามารถในการดูแลในระยะยาว

WordPress เหมาะกับเว็บไซต์บริษัทอย่างไร?

WordPress เป็นระบบที่นิยมใช้กับเว็บไซต์บริษัท เพราะสามารถพัฒนาได้หลายรูปแบบ เช่น

  • เว็บไซต์องค์กร
  • เว็บไซต์บริการ
  • Blog
  • Portfolio
  • เว็บไซต์หลายภาษา
  • ร้านค้าออนไลน์
  • ระบบสมาชิก
  • ระบบจอง
  • Landing Page

จุดเด่นของ WordPress ได้แก่

  • จัดการเนื้อหาได้
  • ปรับแต่งโครงสร้างได้
  • รองรับ SEO
  • มีธีมและปลั๊กอินให้เลือก
  • เชื่อมระบบภายนอกได้
  • ขยายเว็บไซต์ในอนาคตได้
  • มีผู้พัฒนาและผู้ให้บริการจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม WordPress ต้องได้รับการอัปเดต สำรองข้อมูล และดูแลความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง

Shopify เหมาะกับใคร?

Shopify เหมาะกับธุรกิจที่เน้นร้านค้าออนไลน์และต้องการระบบสำเร็จรูปสำหรับสินค้า คำสั่งซื้อ และการชำระเงิน แต่มีค่าบริการรายเดือนและข้อจำกัดตามแพลตฟอร์ม

Wix หรือ Website Builder เหมาะกับใคร?

เหมาะกับเว็บไซต์ขนาดเล็กที่ต้องการเริ่มเร็วและไม่มีระบบซับซ้อน แต่ควรตรวจสอบข้อจำกัดด้านการย้ายระบบ การขยายฟังก์ชัน SEO และค่าใช้จ่ายระยะยาว


ขั้นตอนที่ 6 วางโครงสร้างเว็บไซต์

Website Structure คือการจัดลำดับหน้าและเนื้อหา เพื่อให้ผู้ใช้และ Search Engine เข้าใจเว็บไซต์ได้ง่าย

เว็บไซต์บริษัทพื้นฐานควรมีหน้า เช่น

หน้าแรก

สรุปว่าบริษัททำอะไร ช่วยใคร และมีจุดเด่นอะไร พร้อม CTA ไปยังบริการหรือช่องทางติดต่อ

เกี่ยวกับเรา

นำเสนอข้อมูลบริษัท ประวัติ วิสัยทัศน์ ทีมงาน และสิ่งที่สร้างความน่าเชื่อถือ

สินค้าหรือบริการ

ควรแยกหน้าให้บริการหลักแต่ละประเภท หากมีรายละเอียดและกลุ่มคำค้นแตกต่างกัน

ตัวอย่าง:

  • บริการออกแบบเว็บไซต์
  • บริการดูแลเว็บไซต์
  • บริการทำ SEO
  • บริการเพิ่มความเร็วเว็บไซต์

ผลงานหรือกรณีศึกษา

แสดงสิ่งที่เคยทำ ปัญหาที่ลูกค้าพบ แนวทางแก้ และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น โดยไม่เปิดเผยข้อมูลที่เป็นความลับ

ลูกค้าหรือรีวิว

ใช้รีวิวจริงและข้อมูลที่ได้รับอนุญาตให้เผยแพร่

บทความ

ใช้ให้ความรู้ ตอบคำถามลูกค้า และสนับสนุนการทำ SEO

คำถามที่พบบ่อย

ลดคำถามซ้ำ และช่วยให้ลูกค้าเข้าใจขั้นตอน ราคา และเงื่อนไขมากขึ้น

ติดต่อเรา

ควรมีช่องทางติดต่อชัดเจน เช่น

  • โทรศัพท์
  • อีเมล
  • LINE
  • แบบฟอร์ม
  • ที่อยู่
  • แผนที่
  • เวลาทำการ

หน้าที่อาจต้องเพิ่ม

  • นโยบายความเป็นส่วนตัว
  • นโยบาย Cookies
  • เงื่อนไขการใช้บริการ
  • หน้ารับสมัครงาน
  • ดาวน์โหลด Company Profile
  • หน้าเว็บไซต์ภาษาอังกฤษ
  • หน้าตัวแทนจำหน่าย
  • หน้า Support

ขั้นตอนที่ 7 เตรียมเนื้อหาสำหรับเว็บไซต์

เนื้อหาเป็นส่วนที่ทำให้เว็บไซต์สื่อสารกับลูกค้าได้ หากเริ่มออกแบบก่อนเตรียมเนื้อหา อาจทำให้โครงสร้างหน้าไม่เหมาะกับข้อมูลจริง

เนื้อหาที่ควรเตรียม ได้แก่

  • แนะนำบริษัท
  • จุดเด่น
  • ประวัติ
  • รายละเอียดบริการ
  • ขั้นตอนการทำงาน
  • กลุ่มลูกค้า
  • พื้นที่ให้บริการ
  • ผลงาน
  • รีวิว
  • คำถามที่พบบ่อย
  • ช่องทางติดต่อ
  • ข้อมูลรับประกัน
  • ราคาเริ่มต้นหรือแนวทางประเมินราคา
  • Call to Action

เขียนเนื้อหาอย่างไรให้น่าสนใจ?

แทนที่จะเขียนว่า

บริษัทของเรามีประสบการณ์และให้บริการด้วยทีมงานมืออาชีพ

ควรระบุให้ชัดขึ้น เช่น

เราออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์ WordPress สำหรับธุรกิจบริการ โดยดูแลตั้งแต่การวางโครงสร้าง เนื้อหา การแสดงผลบนมือถือ ไปจนถึงระบบติดต่อและ SEO เบื้องต้น

ข้อความที่เฉพาะเจาะจงช่วยให้ลูกค้าเข้าใจบริการได้ง่ายกว่า


ขั้นตอนที่ 8 ออกแบบเว็บไซต์ให้ดูเป็นมืออาชีพ

เว็บไซต์บริษัทควรสอดคล้องกับภาพลักษณ์ของแบรนด์และใช้งานได้ง่าย ไม่จำเป็นต้องมี Effect หรือ Animation จำนวนมาก

องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่

  • สีแบรนด์
  • Logo
  • Typography
  • ภาพถ่าย
  • Layout
  • ระยะห่าง
  • ปุ่ม CTA
  • Icon
  • เมนู
  • Footer

หลักการออกแบบที่ควรคำนึงถึง

อ่านง่าย

ใช้ขนาดตัวอักษรที่เหมาะสม มี Contrast เพียงพอ และไม่วางข้อความยาวติดกันทั้งหมด

รองรับมือถือ

เว็บไซต์ต้องใช้งานได้ทั้งมือถือ แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์

Navigation เข้าใจง่าย

ชื่อเมนูควรเป็นคำที่ผู้ใช้เข้าใจ เช่น บริการ ผลงาน เกี่ยวกับเรา และติดต่อ ไม่ควรใช้คำสร้างสรรค์จนผู้ใช้เดาไม่ได้

CTA ชัดเจน

ตัวอย่าง CTA ได้แก่

  • ขอใบเสนอราคา
  • นัดปรึกษา
  • ดูรายละเอียดบริการ
  • ดูผลงาน
  • ติดต่อผ่าน LINE
  • ดาวน์โหลด Company Profile
มีความสม่ำเสมอ

สี ปุ่ม รูปแบบหัวข้อ และองค์ประกอบควรใช้มาตรฐานเดียวกันทั้งเว็บไซต์

เว็บไซต์ที่ดูสวยไม่ได้เพิ่ม Conversion ทันทีเสมอไป การออกแบบที่ดีต้องช่วยให้ผู้ใช้เข้าใจข้อมูลและดำเนินการต่อได้สะดวกด้วย


ขั้นตอนที่ 9 ทำ SEO ตั้งแต่เริ่มสร้างเว็บไซต์

SEO ไม่ควรเริ่มหลังเว็บไซต์เสร็จแล้ว เพราะโครงสร้าง URL เมนู เนื้อหา และ Page Template ล้วนมีผลต่อการทำ SEO

สิ่งที่ควรวางตั้งแต่ต้น ได้แก่

  • Keyword Research
  • Search Intent
  • โครงสร้างหมวดหมู่
  • URL
  • SEO Title
  • Meta Description
  • Heading
  • Internal Link
  • Alt Text
  • Sitemap
  • Robots
  • Canonical
  • Structured Data
  • ความเร็วเว็บไซต์
  • Mobile Experience

เครื่องมือพื้นฐานที่ควรติดตั้ง

  • Google Search Console
  • Google Analytics
  • ระบบติดตาม Conversion
  • ระบบตรวจสอบ Uptime
  • ระบบจัดการ Cookies ตามความเหมาะสม

บทความช่วยเว็บไซต์บริษัทอย่างไร?

บทความช่วยตอบคำถามที่ลูกค้าค้นหาก่อนตัดสินใจ เช่น

  • เว็บไซต์บริษัทควรมีอะไรบ้าง
  • ทำเว็บไซต์ราคาเท่าไร
  • WordPress เหมาะกับบริษัทหรือไม่
  • เว็บไซต์ใช้เวลาทำนานแค่ไหน
  • Hosting คืออะไร
  • SEO ใช้เวลานานแค่ไหน

จากนั้นสามารถเชื่อม Internal Link ไปยังหน้าบริการที่เกี่ยวข้อง


ขั้นตอนที่ 10 ทดสอบก่อนเปิดเว็บไซต์

ก่อนเผยแพร่เว็บไซต์ ควรตรวจสอบทั้งเนื้อหาและระบบ

รายการที่ควรทดสอบ ได้แก่

  • ลิงก์
  • เมนู
  • แบบฟอร์ม
  • ปุ่มโทร
  • ปุ่ม LINE
  • อีเมลแจ้งเตือน
  • หน้า 404
  • การแสดงผลบนมือถือ
  • ความเร็ว
  • HTTPS
  • รูปภาพ
  • การสะกดคำ
  • SEO Title
  • Meta Description
  • Sitemap
  • Analytics
  • Search Console
  • Cookie Banner
  • การสำรองข้อมูล
  • ระบบชำระเงิน หากมี
  • การเข้าสู่ระบบ หากมี

ควรทดสอบบนเบราว์เซอร์และอุปกรณ์มากกว่าหนึ่งประเภท


Checklist สิ่งที่ลูกค้าต้องเตรียมก่อนเริ่มทำเว็บไซต์บริษัท

Checklist นี้ช่วยให้โครงการดำเนินงานได้เร็วขึ้น ลดการแก้ไข และช่วยให้ทีมออกแบบเข้าใจธุรกิจได้ตรงกัน

1. ข้อมูลพื้นฐานของบริษัท

  • ชื่อบริษัทภาษาไทย
  • ชื่อบริษัทภาษาอังกฤษ
  • ชื่อแบรนด์
  • คำอธิบายธุรกิจแบบสั้น
  • ที่อยู่
  • เบอร์โทรศัพท์
  • อีเมล
  • LINE
  • เวลาทำการ
  • แผนที่
  • เลขทะเบียนหรือข้อมูลอื่นที่ต้องการแสดง

2. Logo และ Brand Guideline

  • ไฟล์ Logo ความละเอียดสูง
  • ไฟล์พื้นหลังโปร่งใส
  • Logo แนวตั้งและแนวนอน หากมี
  • รหัสสีแบรนด์
  • ฟอนต์
  • คู่มือการใช้ Logo
  • ตัวอย่างสื่อเดิมของบริษัท

ไฟล์ Logo ที่เหมาะสม ได้แก่ SVG, AI, EPS หรือ PNG ความละเอียดสูง ไม่ควรส่งเฉพาะภาพ Logo ที่บันทึกจาก Social Media

3. เนื้อหา

  • เกี่ยวกับบริษัท
  • ประวัติ
  • วิสัยทัศน์
  • พันธกิจ
  • จุดเด่น
  • รายละเอียดสินค้าและบริการ
  • ขั้นตอนการทำงาน
  • พื้นที่ให้บริการ
  • กลุ่มลูกค้า
  • ข้อมูลรับประกัน
  • คำถามที่พบบ่อย
  • รีวิว
  • Case Study
  • CTA

หากยังไม่มีเนื้อหา ควรแจ้งทีมเว็บไซต์ตั้งแต่ต้นว่าต้องการบริการเขียนหรือเรียบเรียงเนื้อหาหรือไม่

4. รูปภาพและวิดีโอ

  • ภาพสินค้า
  • ภาพบริการ
  • ภาพสำนักงาน
  • ภาพโรงงาน
  • ภาพทีมงาน
  • ภาพขั้นตอนการทำงาน
  • ภาพผลงาน
  • วิดีโอแนะนำบริษัท
  • ภาพจากกิจกรรม

ควรใช้ภาพที่บริษัทมีสิทธิ์เผยแพร่ ไม่ควรนำภาพจาก Google หรือเว็บไซต์อื่นมาใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต

5. ข้อมูลสินค้าและบริการ

ควรจัดทำข้อมูลของแต่ละบริการ เช่น

  • ชื่อบริการ
  • กลุ่มเป้าหมาย
  • ปัญหาที่ช่วยแก้
  • รายละเอียด
  • ขั้นตอน
  • ระยะเวลา
  • ราคาเริ่มต้น
  • เงื่อนไข
  • สิ่งที่ลูกค้าต้องเตรียม
  • คำถามที่พบบ่อย
  • CTA

6. ผลงานและรีวิว

  • ชื่อลูกค้า
  • Logo ลูกค้า
  • รายละเอียดงาน
  • ภาพผลงาน
  • ปัญหาก่อนเริ่มงาน
  • วิธีแก้
  • ผลลัพธ์
  • ข้อความรีวิว
  • หนังสืออนุญาตหรือการยืนยันสิทธิ์เผยแพร่เมื่อจำเป็น

7. โดเมน

  • ชื่อโดเมนที่ต้องการ
  • ข้อมูลผู้จดโดเมน
  • บัญชีผู้ให้บริการ
  • วันหมดอายุ
  • สิทธิ์เข้าถึง DNS
  • รายชื่อโดเมนอื่นที่ต้อง Redirect

หากยังไม่มีโดเมน ควรเตรียมชื่อสำรอง 2–3 ชื่อ เพราะชื่อแรกอาจถูกจดไปแล้ว

8. Hosting และระบบเดิม

หากมีเว็บไซต์เดิม ควรเตรียม

  • บัญชี Hosting
  • Control Panel
  • FTP หรือ SFTP
  • Database
  • WordPress Admin
  • DNS
  • CDN
  • Backup
  • อีเมล
  • รายชื่อปลั๊กอิน
  • ข้อมูลระบบภายนอก

ไม่ควรส่งรหัสผ่านผ่านช่องทางที่ไม่ปลอดภัย และควรเปลี่ยนรหัสผ่านหลังจบโครงการเมื่อเหมาะสม

9. ฟังก์ชันที่ต้องการ

  • แบบฟอร์มติดต่อ
  • LINE
  • Live Chat
  • ระบบจอง
  • ระบบสมาชิก
  • ระบบชำระเงิน
  • ร้านค้าออนไลน์
  • หลายภาษา
  • แผนที่
  • ดาวน์โหลดเอกสาร
  • สมัครงาน
  • Newsletter
  • CRM
  • API
  • ระบบค้นหา
  • Portfolio
  • Blog

ควรแยกฟังก์ชันเป็น

  • จำเป็นต้องมี
  • ควรมี
  • เพิ่มในอนาคตได้

10. เว็บไซต์ตัวอย่าง

เตรียมเว็บไซต์ที่ชอบประมาณ 3–5 เว็บไซต์ พร้อมระบุว่า

  • ชอบสี
  • ชอบ Layout
  • ชอบเมนู
  • ชอบวิธีนำเสนอข้อมูล
  • ชอบภาพ
  • ชอบ Animation
  • ไม่ชอบอะไร

เว็บไซต์ตัวอย่างใช้สื่อสารแนวทาง ไม่ควรนำมาใช้เพื่อคัดลอกการออกแบบทั้งหมด

11. เป้าหมายด้าน SEO

  • บริการหลัก
  • พื้นที่ให้บริการ
  • คำค้นที่คาดว่าลูกค้าใช้
  • คู่แข่ง
  • บทความที่ต้องการทำ
  • ภาษา
  • ประเทศเป้าหมาย
  • ผลลัพธ์ที่ต้องการ

12. งบประมาณ

ควรกำหนดช่วงงบประมาณเพื่อให้ทีมเลือกวิธีพัฒนาได้เหมาะสม

ตัวอย่างคำถามที่ควรตอบ:

  • งบสร้างเว็บไซต์ครั้งแรกเท่าไร
  • งบ Hosting ต่อปีเท่าไร
  • มีงบเขียนเนื้อหาหรือไม่
  • มีงบถ่ายภาพหรือไม่
  • มีงบ SEO หลังเปิดเว็บหรือไม่
  • มีงบดูแลเว็บไซต์รายเดือนหรือรายปีหรือไม่
  • ต้องการแบ่งการพัฒนาเป็นระยะหรือไม่

13. ระยะเวลา

  • ต้องการเปิดเว็บไซต์เมื่อไร
  • มีงานเปิดตัวหรือแคมเปญหรือไม่
  • ใครเป็นผู้อนุมัติ
  • ใช้เวลากี่วันในการส่งข้อมูล
  • มีวันหยุดหรือช่วงที่ทีมไม่พร้อมหรือไม่

14. ผู้ประสานงานและผู้อนุมัติ

ควรกำหนดผู้ประสานงานหลักหนึ่งคน และระบุว่าใครเป็นผู้อนุมัติ

หากมีผู้ให้ความคิดเห็นหลายคนโดยไม่มีผู้ตัดสินใจหลัก อาจทำให้โครงการล่าช้าและเกิดข้อเสนอที่ขัดแย้งกัน

ตาราง Checklist แบบย่อ

รายการสิ่งที่ต้องเตรียมสถานะ
ข้อมูลบริษัทชื่อ ที่อยู่ โทร อีเมล LINE
LogoSVG, AI หรือ PNG ความละเอียดสูง
Brand Guidelineสี ฟอนต์ และรูปแบบแบรนด์
เนื้อหาเกี่ยวกับเรา บริการ จุดเด่น FAQ
รูปภาพสินค้า ทีมงาน สำนักงาน ผลงาน
ผลงานภาพ Case Study และรีวิว
โดเมนชื่อโดเมนและสิทธิ์เข้าถึง
Hostingบัญชีเดิมหรือข้อกำหนดระบบ
ฟังก์ชันForm, LINE, Shop, Booking
เว็บไซต์ตัวอย่าง3–5 เว็บไซต์พร้อมเหตุผล
SEOKeyword บริการและพื้นที่
งบประมาณงบพัฒนาและดูแลต่อเนื่อง
ระยะเวลาวันเปิดตัวและรอบอนุมัติ
ผู้อนุมัติชื่อผู้ตัดสินใจหลัก

งบประมาณทำเว็บไซต์บริษัท

ค่าใช้จ่ายขึ้นอยู่กับจำนวนหน้า รูปแบบการออกแบบ ฟังก์ชัน เนื้อหา ภาษา และความซับซ้อนของระบบ

ตารางนี้เป็นเพียงแนวทางประมาณการ ไม่ใช่ราคาตายตัว

รายการงบประมาณโดยประมาณ
โดเมน500–1,500 บาทต่อปี
Hosting1,500–15,000+ บาทต่อปี
SSLอาจรวมใน Hosting หรือมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
เว็บไซต์สำเร็จรูปพื้นฐานหลักพันถึงหลักหมื่นบาท
เว็บไซต์บริษัทออกแบบเฉพาะหลักหมื่นถึงหลักแสนบาท
เว็บไซต์หลายภาษาเพิ่มตามจำนวนภาษาและเนื้อหา
ร้านค้าออนไลน์เพิ่มตามสินค้า ระบบชำระเงิน และการจัดส่ง
เขียนเนื้อหาประเมินตามจำนวนหน้า
ถ่ายภาพประเมินตามสถานที่และจำนวนภาพ
SEOประเมินตามการแข่งขันและขอบเขตงาน
ดูแลเว็บไซต์รายเดือนหรือรายปีตามขอบเขต

ปัจจัยที่ทำให้งบประมาณเพิ่มขึ้น

  • จำนวนหน้ามาก
  • ออกแบบเฉพาะ
  • หลายภาษา
  • ระบบสมาชิก
  • ระบบจอง
  • WooCommerce
  • เชื่อม API
  • ฐานข้อมูลเดิม
  • ย้ายข้อมูลจำนวนมาก
  • เขียนเนื้อหา
  • ถ่ายภาพ
  • SEO
  • ระบบเฉพาะขององค์กร

ทำเว็บไซต์เองหรือจ้างบริษัทดี?

ทำเว็บไซต์เองเหมาะกับใคร?

  • มีงบประมาณจำกัด
  • เว็บไซต์มีข้อมูลไม่มาก
  • มีเวลาศึกษาระบบ
  • ไม่มีฟังก์ชันซับซ้อน
  • ยอมรับการออกแบบจาก Template ได้
  • สามารถดูแล Update และ Backup เองได้

ข้อดี

  • ประหยัดค่าใช้จ่ายช่วงเริ่มต้น
  • ควบคุมการแก้ไขได้เอง
  • เรียนรู้ระบบเว็บไซต์

ข้อจำกัด

  • ใช้เวลา
  • อาจวางโครงสร้าง SEO ไม่เหมาะสม
  • การออกแบบอาจไม่สอดคล้องกับแบรนด์
  • ต้องดูแล Security และ Backup
  • อาจมีค่าใช้จ่ายแฝงจาก Plugin และบริการเสริม

จ้างผู้เชี่ยวชาญเหมาะกับใคร?

  • ต้องการภาพลักษณ์ระดับบริษัท
  • เว็บไซต์มีผลต่อยอดขาย
  • ต้องการ SEO
  • ต้องการระบบเฉพาะ
  • ไม่มีทีมเว็บไซต์
  • ต้องการผู้ดูแลหลังเปิดใช้งาน
  • ต้องการเปิดตามกำหนดเวลา
  • มีข้อมูลหรือระบบเดิมที่ต้องย้าย

ข้อดี

  • มีการวางแผนโครงสร้าง
  • ออกแบบตามแบรนด์
  • มีทีมตรวจสอบระบบ
  • ลดเวลาเรียนรู้
  • มีผู้รับผิดชอบ
  • สามารถวางแผนดูแลต่อเนื่อง

สิ่งที่ควรตรวจสอบก่อนจ้าง

  • ผลงาน
  • ขอบเขตงาน
  • จำนวนรอบแก้ไข
  • ระยะเวลา
  • เงื่อนไขการชำระเงิน
  • สิทธิ์ในโดเมนและเว็บไซต์
  • ค่า License
  • Hosting
  • การดูแลหลังส่งมอบ
  • การรับประกัน
  • SEO ครอบคลุมอะไร
  • ใครเป็นเจ้าของบัญชีต่าง ๆ

ใช้เวลาทำเว็บไซต์บริษัทนานแค่ไหน?

ระยะเวลาขึ้นอยู่กับความพร้อมของข้อมูลและขอบเขตงาน

ประเภทเว็บไซต์ระยะเวลาโดยประมาณ
เว็บไซต์พื้นฐานจาก Template2–4 สัปดาห์
เว็บไซต์บริษัทออกแบบเฉพาะ4–10 สัปดาห์
เว็บไซต์หลายภาษา6–12 สัปดาห์
WooCommerce6–16 สัปดาห์
ระบบเฉพาะประเมินตามรายละเอียด

สาเหตุที่ทำให้โครงการล่าช้ามักไม่ได้มาจากการเขียนโค้ดเพียงอย่างเดียว แต่อาจเกิดจาก

  • เนื้อหาไม่พร้อม
  • รูปภาพไม่พร้อม
  • การอนุมัติล่าช้า
  • เพิ่มฟังก์ชันระหว่างโครงการ
  • มีผู้อนุมัติหลายคน
  • เปลี่ยนเป้าหมาย
  • ระบบภายนอกยังไม่พร้อม

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อเริ่มทำเว็บไซต์บริษัท

เริ่มจากเลือกสี โดยยังไม่มีเป้าหมาย

สีและดีไซน์สำคัญ แต่ควรกำหนดเป้าหมาย กลุ่มลูกค้า และโครงสร้างก่อน

ไม่มีเนื้อหาก่อนเริ่มออกแบบ

การใช้ข้อความตัวอย่างทั้งหมดทำให้ประเมิน Layout จริงได้ยาก และอาจต้องแก้หน้าใหม่เมื่อใส่เนื้อหาจริง

ทำเว็บไซต์เพียงหน้าเดียว ทั้งที่มีหลายบริการ

หากบริการแต่ละประเภทมีรายละเอียดและคำค้นต่างกัน ควรมีหน้าแยกเพื่อให้ลูกค้าและ Search Engine เข้าใจได้ง่าย

ไม่ใส่ CTA

ลูกค้าอ่านข้อมูลแล้วแต่ไม่รู้ว่าต้องทำอะไรต่อ

ไม่มีระบบเก็บ Lead

เว็บไซต์ควรมีช่องทางติดต่อที่วัดผลได้ เช่น Form, LINE Click หรือ Call Click

เลือก Hosting ราคาต่ำเกินไป

Hosting ที่ช้าหรือไม่เสถียรอาจทำให้เว็บไซต์มีปัญหา แม้การออกแบบจะดี

ไม่รองรับมือถือ

ลูกค้าจำนวนมากเปิดเว็บไซต์จากมือถือ หากเมนู แบบฟอร์ม หรือปุ่มกดยาก อาจเสียโอกาสติดต่อ

ไม่ทำ SEO ตั้งแต่เริ่ม

การมาเปลี่ยน URL และโครงสร้างหลังเปิดเว็บอาจทำให้เสียเวลาและเกิด Redirect จำนวนมาก

ไม่มี Backup

เว็บไซต์อาจเสียจาก Update, Malware, Human Error หรือปัญหา Server

ไม่กำหนดเจ้าของบัญชี

โดเมน Hosting Analytics และ Search Console ควรอยู่ภายใต้บัญชีที่บริษัทควบคุม

เปิดเว็บไซต์แล้วไม่ดูแล

เว็บไซต์ต้องอัปเดตเนื้อหา WordPress Theme Plugin และตรวจสอบระบบเป็นระยะ


หลังเปิดเว็บไซต์แล้วต้องทำอะไรต่อ?

เว็บไซต์ไม่ใช่งานที่เสร็จแล้วหยุดทันที ควรมีแผนต่อเนื่อง เช่น

  • อัปเดตข้อมูลบริษัท
  • เพิ่มผลงาน
  • เขียนบทความ
  • ตรวจสอบ Search Console
  • ดู Analytics
  • ปรับ SEO
  • ทดสอบแบบฟอร์ม
  • อัปเดต WordPress
  • สำรองข้อมูล
  • ตรวจสอบความปลอดภัย
  • เพิ่มความเร็ว
  • ปรับ Conversion
  • ทบทวนบริการและราคา
  • ตรวจสอบลิงก์เสีย

ธุรกิจควรกำหนดผู้รับผิดชอบเว็บไซต์ ไม่ว่าจะเป็นทีมภายในหรือผู้ให้บริการภายนอก


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเริ่มทำเว็บไซต์บริษัท

เว็บไซต์บริษัทควรมีกี่หน้า?

เว็บไซต์พื้นฐานอาจมีประมาณ 5–10 หน้า แต่จำนวนที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับบริการ ภาษา กลุ่มลูกค้า และเนื้อหา ไม่จำเป็นต้องจำกัดจำนวนหน้า หากแต่ละหน้ามีจุดประสงค์ชัดเจน

ต้องเตรียม Logo ก่อนทำเว็บไซต์หรือไม่?

ควรมี Logo และสีแบรนด์ก่อนเริ่มออกแบบ หากยังไม่มี ควรทำ Branding หรือออกแบบ Logo ก่อน หรือดำเนินการควบคู่กับการวางแผนเว็บไซต์

ไม่มีรูปภาพบริษัท ทำเว็บไซต์ได้หรือไม่?

ทำได้ แต่ภาพจริงช่วยสร้างความน่าเชื่อถือมากกว่า Stock Photo โดยเฉพาะธุรกิจที่มีทีมงาน สถานที่ โรงงาน สินค้า หรือผลงานจริง

ไม่มีเนื้อหา สามารถให้บริษัททำเว็บไซต์เขียนให้ได้หรือไม่?

ขึ้นอยู่กับขอบเขตบริการ ควรแจ้งตั้งแต่เริ่มโครงการว่าต้องการบริการเขียน เรียบเรียง หรือจัดทำ SEO Content เพิ่มเติม เพื่อให้ทีมวางระยะเวลาและงบประมาณได้เหมาะสม

เว็บไซต์บริษัทต้องมีบทความหรือไม่?

ไม่จำเป็นในทุกกรณี แต่บทความช่วยสนับสนุนการทำ SEO ตอบคำถามลูกค้า และแสดงความเชี่ยวชาญของธุรกิจได้ หากมีแผนดูแลเนื้อหาอย่างต่อเนื่อง

ทำเว็บไซต์แล้วจะติดหน้าแรก Google หรือไม่?

การเปิดเว็บไซต์ไม่ได้รับประกันว่าจะติดหน้าแรก Google ต้องมีการวาง Technical SEO สร้างเนื้อหาที่ตรงกับคำค้น พัฒนาความน่าเชื่อถือ และปรับปรุงเว็บไซต์อย่างต่อเนื่องตามระดับการแข่งขัน

ใช้ Facebook แทนเว็บไซต์ได้หรือไม่?

Facebook เหมาะสำหรับสร้างชุมชนและสื่อสารกับผู้ติดตาม แต่ธุรกิจควรมีเว็บไซต์เป็นช่องทางหลักที่ควบคุมข้อมูล การออกแบบ โครงสร้าง SEO และระบบ Conversion ได้เอง

ควรจดโดเมนเองหรือให้บริษัทเว็บไซต์จดให้?

บริษัทเว็บไซต์สามารถช่วยดำเนินการจดโดเมนได้ แต่ชื่อผู้ถือครองโดเมน อีเมล และบัญชีผู้ให้บริการควรอยู่ภายใต้การควบคุมของลูกค้าหรือบริษัทเจ้าของเว็บไซต์

เว็บไซต์บริษัทต้องมีระบบชำระเงินหรือไม่?

ไม่จำเป็น หากเป้าหมายหลักคือแนะนำบริการ สร้างความน่าเชื่อถือ และรับ Lead ผ่านแบบฟอร์มหรือช่องทางติดต่อ แต่สามารถเพิ่มระบบชำระเงินภายหลังได้เมื่อธุรกิจพร้อม

ต้องดูแลเว็บไซต์ทุกเดือนหรือไม่?

ควรตรวจสอบเว็บไซต์อย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะการอัปเดตระบบ การสำรองข้อมูล ความปลอดภัย Uptime แบบฟอร์ม และฟังก์ชันสำคัญ ความถี่ในการดูแลขึ้นอยู่กับความสำคัญและความซับซ้อนของเว็บไซต์

สรุป อยากมีเว็บไซต์บริษัทเริ่มต้นยังไง?

การเริ่มทำเว็บไซต์บริษัทควรดำเนินการตามลำดับดังนี้

  1. กำหนดเป้าหมาย
  2. ระบุกลุ่มเป้าหมาย
  3. เลือกและจดโดเมน
  4. เลือก Hosting
  5. เลือกระบบเว็บไซต์
  6. วางโครงสร้างหน้า
  7. เตรียมเนื้อหาและรูปภาพ
  8. ออกแบบให้สอดคล้องกับแบรนด์
  9. ทำ SEO ตั้งแต่ต้น
  10. ทดสอบก่อนเปิดเว็บไซต์
  11. ติดตั้งระบบวัดผล
  12. วางแผนดูแลต่อเนื่อง

สิ่งที่ลูกค้าควรเตรียมเป็นอันดับแรก ได้แก่

  • Logo
  • ข้อมูลบริษัท
  • รายละเอียดบริการ
  • รูปภาพ
  • ผลงาน
  • โดเมน
  • ฟังก์ชันที่ต้องการ
  • งบประมาณ
  • ระยะเวลา
  • ผู้อนุมัติหลัก

เว็บไซต์บริษัทที่ดีไม่ใช่เพียงหน้าประชาสัมพันธ์ แต่ควรทำหน้าที่เป็นทรัพย์สินดิจิทัลที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ เพิ่มโอกาสให้ลูกค้าค้นพบ และสนับสนุนการขายในระยะยาว


เริ่มต้นทำเว็บไซต์บริษัทกับ KNmasters

การเริ่มเว็บไซต์อาจดูซับซ้อน โดยเฉพาะเมื่อธุรกิจต้องเลือกทั้งโดเมน Hosting ระบบเว็บไซต์ โครงสร้าง เนื้อหา ดีไซน์ SEO และการดูแลหลังเปิดใช้งาน

KNmasters ให้บริการออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์ WordPress สำหรับธุรกิจ โดยช่วยวางระบบตั้งแต่เริ่มต้น เช่น

  • ให้คำแนะนำก่อนเริ่มโครงการ
  • วางโครงสร้างเว็บไซต์
  • ออกแบบเว็บไซต์ตามภาพลักษณ์แบรนด์
  • พัฒนาเว็บไซต์ WordPress
  • รองรับมือถือ
  • สร้างหน้าสินค้าและบริการ
  • วางแบบฟอร์มเก็บ Lead
  • เชื่อม LINE และช่องทางติดต่อ
  • ตั้งค่า SEO พื้นฐาน
  • เชื่อม Google Analytics และ Search Console
  • เตรียม Hosting และย้ายเว็บไซต์
  • เพิ่มความเร็ว
  • วางระบบ Backup และ Security
  • ดูแลเว็บไซต์หลังเปิดใช้งาน

บริการเริ่มต้นทำเว็บไซต์เหมาะกับใคร?

  • บริษัทที่ยังไม่มีเว็บไซต์
  • ธุรกิจที่มีเพียง Social Media
  • บริษัทที่ต้องการปรับภาพลักษณ์ใหม่
  • เว็บไซต์เดิมที่ไม่รองรับมือถือ
  • เว็บไซต์เดิมที่แก้ไขยาก
  • ธุรกิจที่ต้องการเริ่มทำ SEO
  • บริษัทที่ต้องการเพิ่มช่องทางเก็บ Lead
  • ธุรกิจที่ไม่มีทีมดูแลเว็บไซต์

ขั้นตอนเริ่มต้นกับ KNmasters

  1. ส่งข้อมูลธุรกิจและเป้าหมายเว็บไซต์
  2. แจ้งหน้าที่ต้องการและฟังก์ชันหลัก
  3. ส่งเว็บไซต์ตัวอย่าง
  4. กำหนดงบประมาณและระยะเวลา
  5. รับคำแนะนำและขอบเขตงาน
  6. เริ่มวางโครงสร้างและออกแบบเว็บไซต์

พร้อมเริ่มเว็บไซต์บริษัทแล้วหรือยัง?
เตรียมข้อมูลเบื้องต้นจาก Checklist แล้วติดต่อ KNmasters เพื่อประเมินรูปแบบเว็บไซต์ งบประมาณ และแนวทางที่เหมาะกับธุรกิจของคุณ

อย่ารอช้า! ให้ KNmasters ดูแลธุรกิจของคุณวันนี้!

หากคุณต้องการข้อมูลเพิ่มเติมหรืออยากเริ่มใช้บริการกับ KNmasters เราพร้อมช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโตด้วยกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ครบวงจร

บทความที่เกี่ยวข้อง

45652 crocobuilder Horizontal

CrocoBuilder คืออะไร? เครื่องมือ AI สร้างเว็บไซต์ ...

CrocoBuilder คือเครื่องมือสร้างเว็บไซต์ WordPress ด้วย AI จาก Crocoblock ผู้ใช้ส...
43523 seo for b2b business Horizontal

SEO สำหรับธุรกิจ B2B สร้างลูกค้าคุณภาพจาก Search E...

SEO สำหรับธุรกิจ B2B ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงทำให้เว็บไซต์ติดอันดับบน Google หรือเพ...
43518 real estate seo Horizontal

วิธีทำ SEO สำหรับอสังหาริมทรัพย์ เพิ่มลีดโดยไม่ต้อ...

ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่การแข่งขันสูงขึ้นทุกปี การพึ่งพา Facebook Ads, Google Ad...
43517 seo for beauty clinic Horizontal

เทคนิค SEO สำหรับคลินิกความงาม ดันลูกค้าใหม่จาก Go...

ก่อนตัดสินใจใช้บริการด้านความงาม ลูกค้าจำนวนมากเริ่มต้นจากการค้นหาข้อมูลบน Googl...
43576 get google maps reviews Horizontal

วิธีเพิ่มรีวิว Google Maps อย่างถูกต้อง เพิ่มความน...

รีวิว Google Maps เป็นข้อมูลสำคัญที่ช่วยให้ผู้ใช้ประเมินความน่าเชื่อถือ คุณภาพสิ...
KNMASTERS

ผู้ช่วยที่จะขับเคลื่อนธุรกิจของคุณให้เติบโตอย่างมั่นคง

หากคุณกำลังมองหาทีมที่เข้าใจธุรกิจของคุณจริงๆ และพร้อมเปลี่ยนไอเดียให้กลายเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ KNmasters พร้อมอยู่เคียงข้างเพื่อให้คำปรึกษา วางกลยุทธ์ และสร้างแนวทางที่เหมาะกับคุณ เราช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้อย่างยั่งยืนในโลกออนไลน์