Internal Links คืออะไร? เทคนิคเชื่อมโยงเนื้อหาเพื่อเพิ่มอันดับ SEO ให้เว็บไซต์

/
/
Internal Links คืออะไร? เทคนิคเชื่อมโยงเนื้อหาเพื่อเพิ่มอันดับ SEO ให้เว็บไซต์
Internal Links-cover
หมวดหมู่:Digital Marketing

Internal Links หรือ ลิงก์ภายในเว็บไซต์ เป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของการทำ SEO ที่หลายเว็บไซต์มองข้าม ทั้งที่จริงแล้วการวาง Internal Links อย่างเหมาะสมสามารถช่วยให้ Google เข้าใจโครงสร้างเว็บไซต์ได้ดีขึ้น ช่วยกระจายความสำคัญไปยังหน้าต่าง ๆ และทำให้ผู้ใช้งานค้นพบเนื้อหาที่เกี่ยวข้องได้ง่ายขึ้น

ไม่ว่าคุณจะทำเว็บไซต์บริษัท ร้านค้าออนไลน์ เว็บไซต์บริการ หรือเว็บไซต์บทความ การวางลิงก์ภายในอย่างเป็นระบบจะช่วยเพิ่มทั้งประสบการณ์ของผู้ใช้งานและประสิทธิภาพด้าน SEO ในระยะยาว

บทความนี้จะอธิบายว่า Internal Links คืออะไร มีประโยชน์อย่างไร แตกต่างจาก External Links อย่างไร พร้อมแนะนำวิธีวางลิงก์ภายในให้ถูกต้องและเป็นธรรมชาติ

หัวข้อ

Internal Links คือ ลิงก์ที่เชื่อมโยงจากหน้าหนึ่งไปยังอีกหน้าหนึ่งภายในเว็บไซต์เดียวกัน

ตัวอย่างเช่น เว็บไซต์มีบทความเรื่อง “SEO คืออะไร” และในบทความดังกล่าวมีลิงก์เชื่อมไปยังบทความ “วิธีทำ Keyword Research” ซึ่งอยู่ในเว็บไซต์เดียวกัน ลิงก์นี้จะถือว่าเป็น Internal Link

ตัวอย่างโครงสร้างลิงก์ภายในเว็บไซต์:

  • หน้าหลักเชื่อมไปยังหน้าบริการ
  • หน้าบริการเชื่อมไปยังหน้าติดต่อ
  • บทความหนึ่งเชื่อมไปยังบทความที่เกี่ยวข้อง
  • หน้าหมวดหมู่เชื่อมไปยังหน้าสินค้า
  • หน้าสินค้าเชื่อมไปยังสินค้าหรือบริการอื่น

Internal Links มีหน้าที่ช่วยสร้างเส้นทางการเข้าถึงข้อมูลภายในเว็บไซต์ ทำให้ทั้งผู้ใช้งานและ Search Engine สามารถเดินทางไปยังหน้าต่าง ๆ ได้สะดวกขึ้น

สมมติว่าคุณมีเว็บไซต์รับทำเว็บไซต์ และกำลังเขียนบทความเกี่ยวกับการตลาดออนไลน์ คุณอาจเขียนข้อความดังนี้:

“เว็บไซต์ที่โหลดเร็ว ใช้งานง่าย และรองรับโทรศัพท์มือถือ มีส่วนช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างยอดขาย หากธุรกิจของคุณยังไม่มีเว็บไซต์ สามารถดูรายละเอียดเกี่ยวกับบริการรับทำเว็บไซต์ได้ที่นี่”

คำว่า “บริการรับทำเว็บไซต์” สามารถใส่ลิงก์เชื่อมไปยังหน้าบริการรับทำเว็บไซต์ภายในเว็บไซต์เดียวกันได้

ลิงก์ลักษณะนี้ช่วยให้ผู้อ่านสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ทันที และช่วยให้หน้าบริการได้รับความสำคัญจากลิงก์ภายในมากขึ้น

Internal Links ไม่ได้มีประโยชน์เฉพาะกับผู้ใช้งานเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทสำคัญต่อการจัดอันดับเว็บไซต์บน Google อีกด้วย

1. ช่วยให้ Google ค้นพบหน้าเว็บไซต์

Google ใช้โปรแกรมที่เรียกว่า Crawler หรือ Bot ในการติดตามลิงก์และเก็บข้อมูลหน้าเว็บไซต์

เมื่อหน้าใหม่ได้รับลิงก์จากหน้าที่ Google รู้จักอยู่แล้ว Bot จะสามารถติดตามลิงก์ดังกล่าวเพื่อค้นพบและเก็บข้อมูลหน้าใหม่ได้ง่ายขึ้น

หากมีหน้าใดอยู่ในเว็บไซต์แต่ไม่มีลิงก์จากหน้าอื่นเชื่อมเข้าไปเลย หน้าเหล่านั้นอาจถูกเรียกว่า Orphan Page หรือหน้าที่ถูกแยกออกจากโครงสร้างเว็บไซต์ ซึ่งอาจทำให้ Google ค้นพบและประเมินความสำคัญได้ยากขึ้น

2. ช่วยให้ Google เข้าใจโครงสร้างเว็บไซต์

Internal Links ช่วยแสดงความสัมพันธ์ระหว่างหน้าต่าง ๆ ภายในเว็บไซต์

ตัวอย่างเช่น หากเว็บไซต์มีหน้าหลักเกี่ยวกับ SEO และมีลิงก์เชื่อมไปยังบทความย่อย เช่น

  • SEO คืออะไร
  • On-Page SEO คืออะไร
  • Off-Page SEO คืออะไร
  • Technical SEO คืออะไร
  • Keyword Research คืออะไร

Google จะสามารถเข้าใจได้ว่าเนื้อหาเหล่านี้อยู่ในกลุ่มหัวข้อเดียวกัน และเว็บไซต์มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับเรื่อง SEO

โครงสร้างลักษณะนี้มักเรียกว่า Topic Cluster หรือการจัดกลุ่มเนื้อหาตามหัวข้อ

3. ช่วยกระจายความสำคัญไปยังหน้าต่าง ๆ

หน้าแต่ละหน้าภายในเว็บไซต์มีระดับความสำคัญแตกต่างกัน โดยหน้าที่ได้รับลิงก์จากหน้าอื่นจำนวนมากมักถูกมองว่าเป็นหน้าที่สำคัญ

การเชื่อมลิงก์จากหน้าที่มีความแข็งแรงไปยังหน้าที่ต้องการผลักดัน สามารถช่วยส่งต่อคุณค่าและความสำคัญของลิงก์ไปยังหน้านั้นได้

แนวคิดนี้มักถูกเรียกว่า Link Equity หรือ Link Juice

อย่างไรก็ตาม การใส่ลิงก์จำนวนมากไม่ได้หมายความว่าจะทำให้อันดับดีขึ้นเสมอไป ลิงก์ควรมีความเกี่ยวข้องกับเนื้อหาและมีประโยชน์ต่อผู้ใช้งาน

4. ช่วยเพิ่มระยะเวลาการใช้งานเว็บไซต์

เมื่อผู้อ่านพบลิงก์ไปยังบทความหรือหน้าที่เกี่ยวข้อง พวกเขามีโอกาสคลิกอ่านเนื้อหาต่อมากขึ้น

สิ่งนี้ช่วยให้ผู้ใช้งานอยู่บนเว็บไซต์นานขึ้น เปิดดูหลายหน้า และสามารถเดินทางไปยังหน้าสินค้าหรือบริการได้ง่ายขึ้น

ตัวอย่างเช่น ผู้ใช้งานอาจเริ่มต้นจากบทความ “เว็บไซต์คืออะไร” จากนั้นคลิกไปยังบทความ “เว็บไซต์มีกี่ประเภท” และสุดท้ายเข้าสู่หน้าบริการรับทำเว็บไซต์

Internal Links จึงสามารถช่วยเปลี่ยนผู้อ่านทั่วไปให้กลายเป็นลูกค้าได้

5. ช่วยลด Bounce Rate

Bounce Rate คือพฤติกรรมที่ผู้ใช้งานเข้ามายังเว็บไซต์แล้วออกไป โดยไม่ได้เปิดดูหน้าอื่นเพิ่มเติม

หากหน้าเว็บไซต์มีลิงก์ที่น่าสนใจและเกี่ยวข้อง ผู้ใช้งานจะมีโอกาสคลิกไปยังหน้าอื่นมากขึ้น ทำให้เว็บไซต์สามารถรักษาผู้ใช้งานไว้ได้นานกว่าเดิม

อย่างไรก็ตาม ลิงก์ที่วางต้องตรงกับความสนใจของผู้อ่าน ไม่ควรใส่ลิงก์ที่ไม่เกี่ยวข้องเพียงเพื่อหวังให้เกิดการคลิก

6. ช่วยเพิ่มโอกาสสร้างยอดขาย

Internal Links สามารถใช้เป็นเส้นทางนำผู้ใช้งานจากเนื้อหาความรู้ไปยังหน้าสินค้า หน้าบริการ หรือหน้าติดต่อได้

ตัวอย่างเส้นทางการใช้งาน:

บทความให้ความรู้ → บทความเปรียบเทียบ → หน้าบริการ → หน้าติดต่อ

หากวางลิงก์อย่างเหมาะสม ผู้ใช้งานจะได้รับข้อมูลเพียงพอก่อนตัดสินใจซื้อสินค้า ใช้บริการ หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม

Internal Links และ External Links เป็นลิงก์ที่ใช้เชื่อมโยงข้อมูลเหมือนกัน แต่มีจุดหมายปลายทางแตกต่างกัน

เป็นลิงก์ที่เชื่อมไปยังหน้าอื่นภายในโดเมนเดียวกัน

ตัวอย่าง:

  • knmasters.com/blog/seo
  • knmasters.com/services/website

หากทั้งสองหน้าอยู่ภายใต้เว็บไซต์ knmasters.com การเชื่อมระหว่างหน้าจะถือว่าเป็น Internal Link

เป็นลิงก์ที่เชื่อมออกไปยังเว็บไซต์หรือโดเมนอื่น

ตัวอย่างเช่น บทความในเว็บไซต์ของคุณมีลิงก์ไปยัง:

  • Google
  • WordPress
  • Facebook
  • เว็บไซต์หน่วยงานราชการ
  • เว็บไซต์แหล่งข้อมูลภายนอก

ลิงก์เหล่านี้จะถือว่าเป็น External Links

ทั้ง Internal Links และ External Links มีประโยชน์ต่อ SEO โดย Internal Links ช่วยจัดระเบียบและส่งต่อความสำคัญภายในเว็บไซต์ ส่วน External Links ช่วยสนับสนุนแหล่งข้อมูลและเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับเนื้อหา

Internal Links สามารถพบได้ในหลายตำแหน่งของเว็บไซต์ แต่ละประเภทมีหน้าที่แตกต่างกัน

Navigation Links คือลิงก์ที่อยู่ในเมนูหลักของเว็บไซต์ เช่น

  • หน้าหลัก
  • เกี่ยวกับเรา
  • บริการ
  • ผลงาน
  • บทความ
  • ติดต่อเรา

ลิงก์ประเภทนี้ช่วยให้ผู้ใช้งานเข้าถึงหน้าหลักที่สำคัญได้จากเกือบทุกหน้าในเว็บไซต์

Contextual Links คือลิงก์ที่อยู่ภายในเนื้อหาของบทความหรือหน้าเว็บไซต์

ตัวอย่างเช่น ในบทความเรื่องการทำ SEO อาจมีลิงก์ไปยังบทความเรื่อง Keyword Research, Backlink หรือ Technical SEO

ลิงก์ประเภทนี้มีความสำคัญมาก เพราะช่วยแสดงความสัมพันธ์ระหว่างเนื้อหาและให้บริบทกับ Google ว่าหน้าที่เชื่อมโยงไปเกี่ยวข้องกับเรื่องใด

Footer Links คือลิงก์ที่อยู่บริเวณส่วนท้ายของเว็บไซต์ โดยมักเชื่อมไปยังหน้าสำคัญ เช่น

  • เกี่ยวกับเรา
  • ติดต่อเรา
  • นโยบายความเป็นส่วนตัว
  • ข้อกำหนดการใช้งาน
  • แผนผังเว็บไซต์
  • หน้าบริการหลัก

Footer Links ช่วยให้ผู้ใช้งานเข้าถึงข้อมูลสำคัญได้ แม้จะเลื่อนลงมาถึงส่วนท้ายของหน้าแล้ว

Sidebar Links คือลิงก์ที่อยู่ในแถบด้านข้างของเว็บไซต์ มักใช้แสดง:

  • บทความล่าสุด
  • บทความยอดนิยม
  • หมวดหมู่บทความ
  • สินค้าแนะนำ
  • บริการที่เกี่ยวข้อง

ลิงก์ประเภทนี้ช่วยเพิ่มการเข้าถึงเนื้อหาอื่น แต่ควรเลือกแสดงเฉพาะหน้าที่มีความเกี่ยวข้องและสำคัญจริง ๆ

Breadcrumb คือเส้นทางแสดงตำแหน่งของหน้าปัจจุบันภายในเว็บไซต์

ตัวอย่าง:

หน้าหลัก > บทความ > SEO > Internal Links คืออะไร

Breadcrumb ช่วยให้ผู้ใช้งานเข้าใจว่าตนเองอยู่ในส่วนใดของเว็บไซต์ และสามารถย้อนกลับไปยังหมวดหมู่หรือหน้าระดับบนได้สะดวก

นอกจากนี้ Breadcrumb ยังช่วยให้ Search Engine เข้าใจลำดับชั้นของเว็บไซต์ได้ดีขึ้น

Related Content Links คือลิงก์แนะนำบทความ สินค้า หรือบริการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมักแสดงอยู่ท้ายเนื้อหา

ตัวอย่างเช่น หลังจากอ่านบทความเรื่อง Internal Links ผู้ใช้งานอาจพบคำแนะนำให้อ่านต่อเกี่ยวกับ:

  • External Links คืออะไร
  • Backlink คืออะไร
  • Anchor Text คืออะไร
  • On-Page SEO คืออะไร
  • วิธีจัดโครงสร้างเว็บไซต์

ลิงก์ประเภทนี้ช่วยเพิ่มจำนวนหน้าที่ผู้ใช้งานเปิดดูและช่วยกระจายการเข้าชมไปยังเนื้อหาอื่น

Anchor Text คืออะไร?

Anchor Text คือข้อความที่สามารถคลิกเพื่อเปิดลิงก์ได้

ตัวอย่างเช่น:

“ศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการรับทำเว็บไซต์”

คำว่า “บริการรับทำเว็บไซต์” คือ Anchor Text

Anchor Text มีความสำคัญ เพราะช่วยให้ทั้งผู้ใช้งานและ Google เข้าใจว่าหน้าที่เชื่อมโยงไปมีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร

วิธีเขียน Anchor Text ที่ดี

Anchor Text ที่ดีควรมีความชัดเจน เป็นธรรมชาติ และสอดคล้องกับหน้าปลายทาง

ตัวอย่าง Anchor Text ที่ดี:

  • SEO คืออะไร
  • วิธีทำ Keyword Research
  • บริการรับทำเว็บไซต์
  • เทคนิคเพิ่มความเร็วเว็บไซต์
  • วิธีเลือกโดเมนสำหรับธุรกิจ

ตัวอย่าง Anchor Text ที่ไม่ชัดเจน:

  • คลิกที่นี่
  • อ่านเพิ่มเติม
  • ดูรายละเอียด
  • ไปที่เว็บไซต์
  • กดตรงนี้

คำทั่วไปเหล่านี้สามารถใช้ได้ในบางกรณี แต่ไม่ช่วยอธิบายว่าหน้าปลายทางเกี่ยวข้องกับอะไร จึงควรใช้ข้อความที่มีความหมายมากกว่าเมื่อเหมาะสม

1. เชื่อมโยงไปยังเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ลิงก์ทุกลิงก์ควรมีความสัมพันธ์กับบริบทของเนื้อหา

หากกำลังเขียนบทความเกี่ยวกับ SEO ควรเชื่อมไปยังบทความเรื่อง Keyword, Content, Backlink หรือความเร็วเว็บไซต์ มากกว่าการเชื่อมไปยังบทความที่ไม่เกี่ยวข้อง

ความเกี่ยวข้องช่วยให้ผู้ใช้งานได้รับข้อมูลต่อเนื่อง และช่วยให้ Google เข้าใจความสัมพันธ์ของหัวข้อภายในเว็บไซต์ได้ดีขึ้น

2. ให้ความสำคัญกับหน้าหลักของเว็บไซต์

ควรวาง Internal Links ไปยังหน้าที่มีความสำคัญต่อธุรกิจ เช่น

  • หน้าบริการหลัก
  • หน้าสินค้าหลัก
  • หน้าหมวดหมู่
  • บทความหลัก
  • หน้าติดต่อ
  • หน้าที่ต้องการเพิ่มอันดับ

หากมีหน้าสำคัญแต่แทบไม่มีลิงก์ภายในเชื่อมเข้าไป Google อาจประเมินว่าหน้านั้นมีความสำคัญน้อยกว่าหน้าอื่น

3. วางลิงก์ในตำแหน่งที่เป็นธรรมชาติ

Internal Links ควรอยู่ในจุดที่ผู้อ่านอาจต้องการข้อมูลเพิ่มเติม

ตัวอย่างเช่น หลังจากกล่าวถึงคำว่า “Core Web Vitals” สามารถเชื่อมไปยังบทความที่อธิบายเรื่อง Core Web Vitals โดยละเอียดได้

ไม่ควรยัดลิงก์ในทุกประโยค เพราะอาจทำให้เนื้อหาอ่านยากและดูเหมือนสร้างขึ้นเพื่อ Search Engine มากกว่าผู้ใช้งาน

4. ใช้ Anchor Text ที่หลากหลาย

ไม่จำเป็นต้องใช้ Anchor Text เดิมทุกครั้งที่เชื่อมไปยังหน้าเดียวกัน

ตัวอย่างเช่น หน้าบริการรับทำเว็บไซต์อาจได้รับลิงก์จาก Anchor Text หลายรูปแบบ เช่น

  • รับทำเว็บไซต์
  • บริการออกแบบเว็บไซต์
  • ทำเว็บไซต์สำหรับธุรกิจ
  • บริษัทรับทำเว็บไซต์
  • ออกแบบเว็บไซต์ WordPress

การใช้ข้อความที่หลากหลายและเป็นธรรมชาติช่วยลดความซ้ำซ้อน และทำให้แต่ละลิงก์สอดคล้องกับบริบทของเนื้อหา

5. เชื่อมจากหน้าที่มีผู้เข้าชมสูง

หากเว็บไซต์มีบทความที่ติดอันดับ Google หรือมีผู้เข้าชมจำนวนมาก ควรพิจารณาเพิ่มลิงก์จากบทความนั้นไปยังหน้าที่ต้องการผลักดัน

วิธีนี้ช่วยส่งต่อผู้ใช้งานจากหน้าที่ได้รับความนิยมไปยังหน้าสำคัญอื่น ๆ และช่วยกระจายคุณค่าของลิงก์ภายในเว็บไซต์

6. เชื่อมโยงบทความใหม่กับบทความเก่า

เมื่อเผยแพร่บทความใหม่ ไม่ควรเพียงแค่ใส่ลิงก์จากบทความใหม่ไปหาบทความเก่าเท่านั้น

ควรย้อนกลับไปแก้ไขบทความเก่าที่เกี่ยวข้อง แล้วเพิ่มลิงก์เข้ามายังบทความใหม่ด้วย

วิธีนี้ช่วยให้บทความใหม่ได้รับการค้นพบเร็วขึ้น และทำให้โครงสร้างเนื้อหาภายในเว็บไซต์มีความเชื่อมโยงกันมากขึ้น

7. ตรวจสอบลิงก์เสีย

Broken Link หรือลิงก์เสีย คือลิงก์ที่คลิกแล้วไม่สามารถเปิดหน้าปลายทางได้ เช่น หน้าเว็บถูกลบ เปลี่ยน URL หรือแสดงข้อผิดพลาด 404

ลิงก์เสียส่งผลเสียต่อประสบการณ์ของผู้ใช้งาน และทำให้ Bot ไม่สามารถติดตามไปยังหน้าปลายทางได้

เว็บไซต์ควรตรวจสอบลิงก์ภายในเป็นระยะ และแก้ไขโดย:

  • เปลี่ยนลิงก์ไปยัง URL ใหม่
  • Redirect หน้าเก่าไปยังหน้าใหม่
  • ลบลิงก์ที่ไม่จำเป็น
  • สร้างเนื้อหาทดแทนหน้าที่ถูกลบ

8. หลีกเลี่ยงการสร้างลิงก์มากเกินไป

ไม่มีจำนวน Internal Links ที่ตายตัวว่าหนึ่งหน้าควรมีเท่าไร เพราะขึ้นอยู่กับความยาวและความซับซ้อนของเนื้อหา

บทความสั้นอาจมีเพียงไม่กี่ลิงก์ ส่วนบทความขนาดยาวอาจมีหลายสิบลิงก์ได้ หากทุกลิงก์มีประโยชน์และเกี่ยวข้อง

หลักสำคัญคือไม่ควรเพิ่มลิงก์เพียงเพื่อให้มีจำนวนมาก แต่ควรเพิ่มเฉพาะจุดที่ช่วยให้ผู้ใช้งานเข้าใจเนื้อหาหรือค้นพบข้อมูลเพิ่มเติม

9. ไม่ควรเชื่อมหลายลิงก์ไปยังหน้าเดียวกันโดยไม่จำเป็น

การใส่ลิงก์ไปยัง URL เดียวกันซ้ำหลายครั้งในย่อหน้าเดียว อาจทำให้หน้าเว็บดูรกและไม่เพิ่มประโยชน์ให้กับผู้ใช้งาน

สามารถเชื่อมซ้ำได้ในบทความขนาดยาว หากอยู่คนละส่วนและมีเหตุผลด้านการใช้งาน แต่ไม่ควรทำซ้ำมากเกินไป

10. ใช้โครงสร้างเว็บไซต์ที่เข้าถึงง่าย

หน้าสำคัญควรสามารถเข้าถึงได้ภายในจำนวนคลิกไม่มากจากหน้าหลัก

ตัวอย่างโครงสร้างที่ดี:

หน้าหลัก > หมวดหมู่บริการ > หน้าบริการ

หรือ

หน้าหลัก > บทความ > หมวดหมู่ SEO > บทความ Internal Links

หากผู้ใช้งานต้องคลิกผ่านหลายหน้ามากเกินไปก่อนจะเข้าถึงเนื้อหา Google อาจมองว่าหน้าดังกล่าวอยู่ลึกและมีความสำคัญน้อย

Topic Cluster คือการสร้างกลุ่มเนื้อหาที่ครอบคลุมหัวข้อหลักอย่างเป็นระบบ โดยใช้ Internal Links เชื่อมโยงบทความทั้งหมดเข้าด้วยกัน

โครงสร้าง Topic Cluster มักประกอบด้วยสองส่วน

Pillar Page

Pillar Page คือบทความหลักที่อธิบายหัวข้อกว้าง ๆ และเชื่อมไปยังบทความย่อย

ตัวอย่าง Pillar Page:

“SEO คืออะไร? คู่มือ SEO ฉบับสมบูรณ์”

Cluster Content

Cluster Content คือบทความย่อยที่อธิบายหัวข้อเฉพาะเจาะจง เช่น

  • Internal Links คืออะไร
  • Backlink คืออะไร
  • Keyword Research คืออะไร
  • Technical SEO คืออะไร
  • On-Page SEO คืออะไร
  • Meta Description คืออะไร

บทความย่อยควรเชื่อมกลับไปยัง Pillar Page และควรเชื่อมระหว่างกันเมื่อเนื้อหามีความเกี่ยวข้อง

โครงสร้างนี้ช่วยแสดงให้ Google เห็นว่าเว็บไซต์มีเนื้อหาครอบคลุมและมีความเชี่ยวชาญในหัวข้อนั้น

สมมติว่ามีบทความเรื่อง “วิธีทำ SEO สำหรับเว็บไซต์ธุรกิจ”

ภายในบทความอาจวางลิงก์ดังนี้:

“ก่อนเริ่มทำ SEO เจ้าของเว็บไซต์ควรทำ Keyword Research เพื่อค้นหาคำที่กลุ่มเป้าหมายใช้ค้นหา จากนั้นจึงปรับ On-Page SEO เช่น Title, Meta Description, Heading และ Internal Links พร้อมตรวจสอบความเร็วเว็บไซต์และการแสดงผลบนโทรศัพท์มือถือ”

ข้อความที่สามารถเชื่อมลิงก์ได้ ได้แก่:

  • Keyword Research
  • On-Page SEO
  • Meta Description
  • Internal Links
  • ความเร็วเว็บไซต์

ลิงก์ทั้งหมดควรเชื่อมไปยังบทความที่อธิบายแต่ละหัวข้อโดยตรง

ไม่มีจำนวนที่เหมาะสมตายตัวสำหรับทุกบทความ

บทความความยาวประมาณ 1,000 คำอาจมี Internal Links ประมาณ 3-8 ลิงก์ ขณะที่บทความเชิงลึกที่มีความยาวหลายพันคำอาจมีลิงก์มากกว่านั้น

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงแนวทาง ไม่ใช่กฎที่จำเป็นต้องทำตาม

สิ่งสำคัญกว่าจำนวนคือ:

  • ลิงก์เกี่ยวข้องกับเนื้อหาหรือไม่
  • ลิงก์ช่วยให้ผู้อ่านได้ข้อมูลเพิ่มเติมหรือไม่
  • หน้าปลายทางยังใช้งานได้หรือไม่
  • Anchor Text อธิบายหน้าปลายทางได้หรือไม่
  • มีการใส่ลิงก์มากจนรบกวนการอ่านหรือไม่

โดยทั่วไป Internal Links สามารถเปิดในแท็บเดิมได้ เพราะผู้ใช้งานยังคงอยู่ภายในเว็บไซต์เดียวกัน

ส่วน External Links อาจพิจารณาเปิดในแท็บใหม่ เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถกลับมายังเว็บไซต์เดิมได้ง่าย

อย่างไรก็ตาม ไม่มีข้อบังคับตายตัว การตัดสินใจควรคำนึงถึงประสบการณ์ของผู้ใช้งานเป็นหลัก

โดยทั่วไปไม่ควรใส่ nofollow ให้กับ Internal Links ที่ต้องการให้ Google ติดตามและจัดเก็บข้อมูล

แอตทริบิวต์ nofollow ใช้เพื่อบอก Search Engine ว่าไม่ต้องการส่งสัญญาณการรับรองผ่านลิงก์นั้น

สำหรับลิงก์ภายในเว็บไซต์ ส่วนใหญ่ควรปล่อยให้เป็นลิงก์ปกติ เพื่อให้ Google สามารถติดตามและเข้าใจโครงสร้างเว็บไซต์ได้เต็มที่

อย่างไรก็ตาม บางหน้าที่ไม่จำเป็นต่อการค้นหา เช่น หน้าการเข้าสู่ระบบหรือหน้าบางประเภท อาจจัดการด้วยวิธีอื่น เช่น การตั้งค่า Robots หรือ Noindex ตามความเหมาะสม

ใส่ลิงก์ไปยังหน้าที่ไม่เกี่ยวข้อง

การเชื่อมลิงก์ที่ไม่ตรงกับบริบทอาจทำให้ผู้ใช้งานสับสนและไม่เกิดการคลิก

ใช้ Anchor Text เดิมมากเกินไป

การใช้คำเดิมซ้ำทุกครั้งอาจทำให้เนื้อหาไม่เป็นธรรมชาติ ควรปรับข้อความให้เหมาะกับแต่ละประโยค

เชื่อมเฉพาะหน้าหลัก

หลายเว็บไซต์เชื่อมทุกบทความกลับไปยังหน้าหลักเพียงอย่างเดียว แต่ไม่ได้เชื่อมไปยังบทความหรือหน้าบริการที่เกี่ยวข้อง

ควรสร้างโครงสร้างลิงก์ที่กระจายไปยังหน้าสำคัญหลายระดับ

ปล่อยให้หน้าสำคัญเป็น Orphan Page

หน้าบริการหรือบทความที่ไม่มีลิงก์จากหน้าอื่นอาจถูกค้นพบได้ยาก ควรตรวจสอบว่าทุกหน้าสำคัญมีลิงก์ภายในเชื่อมเข้ามา

ใส่ลิงก์มากเกินไปในย่อหน้าเดียว

ข้อความที่เต็มไปด้วยลิงก์อาจอ่านยากและทำให้ผู้ใช้งานไม่รู้ว่าควรคลิกตรงไหน

ไม่ตรวจสอบ URL หลังเปลี่ยนโครงสร้างเว็บไซต์

เมื่อเปลี่ยน URL ย้ายบทความ หรือเปลี่ยนหมวดหมู่ อาจทำให้ Internal Links เดิมกลายเป็นลิงก์เสีย จึงควรตรวจสอบและตั้งค่า Redirect ให้ถูกต้อง

เว็บไซต์ขนาดเล็กสามารถตรวจสอบลิงก์ด้วยตนเอง โดยเปิดแต่ละหน้าและทดสอบการคลิก

สำหรับเว็บไซต์ขนาดใหญ่ สามารถใช้เครื่องมือช่วยตรวจสอบ เช่น:

  • Google Search Console
  • Screaming Frog SEO Spider
  • Ahrefs
  • Semrush
  • Sitebulb
  • ปลั๊กอิน SEO สำหรับ WordPress

เครื่องมือเหล่านี้สามารถช่วยค้นหา:

  • Broken Internal Links
  • Orphan Pages
  • หน้าที่ได้รับลิงก์น้อย
  • หน้าที่มีลิงก์มากเกินไป
  • Redirect Chain
  • หน้า 404
  • โครงสร้างความลึกของเว็บไซต์

สำหรับเว็บไซต์ใหม่ ควรวางโครงสร้างลิงก์ตั้งแต่เริ่มต้น ไม่ควรรอให้มีบทความจำนวนมากแล้วค่อยจัดระบบภายหลัง

ขั้นตอนพื้นฐานประกอบด้วย:

ขั้นตอนที่ 1 กำหนดหน้าหลัก

ระบุหน้าที่สำคัญที่สุด เช่น หน้าบริการ หน้าสินค้า หน้าหมวดหมู่ และบทความหลัก

ขั้นตอนที่ 2 แบ่งกลุ่มหัวข้อ

จัดบทความให้อยู่ในหมวดหมู่ที่ชัดเจน เช่น:

  • การทำเว็บไซต์
  • SEO
  • การตลาดออนไลน์
  • WordPress
  • ร้านค้าออนไลน์

ขั้นตอนที่ 3 สร้างบทความหลัก

เขียน Pillar Page สำหรับแต่ละหัวข้อ เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางของเนื้อหา

ขั้นตอนที่ 4 สร้างบทความย่อย

เขียนบทความที่ตอบคำถามเฉพาะและเชื่อมกลับมายังบทความหลัก

ขั้นตอนที่ 5 เชื่อมไปยังหน้าธุรกิจ

เมื่อเนื้อหาเหมาะสม ควรเชื่อมจากบทความไปยังหน้าสินค้าหรือบริการ เพื่อช่วยสร้าง Conversion

ขั้นตอนที่ 6 ตรวจสอบเป็นประจำ

ทุกครั้งที่เผยแพร่บทความใหม่ ควรตรวจสอบว่าสามารถเพิ่มลิงก์จากบทความเก่าใดได้บ้าง

เว็บไซต์ที่มีบทความจำนวนมากสามารถเริ่มปรับปรุงได้จากหน้าที่มีศักยภาพสูงก่อน

ควรตรวจสอบ:

  • บทความที่มีผู้เข้าชมสูง
  • บทความที่ติดอันดับหน้าแรก
  • บทความที่อยู่อันดับ 5-20
  • หน้าบริการที่มีลิงก์ภายในน้อย
  • บทความที่ไม่มีลิงก์เชื่อมเข้า
  • ลิงก์ที่นำไปยังหน้า 404
  • เนื้อหาที่ซ้ำหรือแข่งขันกันเอง

จากนั้นเพิ่มลิงก์เชื่อมไปยังหน้าที่เกี่ยวข้อง ปรับ Anchor Text และแก้ไขลิงก์เสีย

Internal Links สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ SEO ได้ แต่ไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ทำให้เว็บไซต์ติดอันดับ

เว็บไซต์ยังต้องมีองค์ประกอบอื่นร่วมด้วย เช่น:

  • เนื้อหามีคุณภาพ
  • ตรงกับ Search Intent
  • เว็บไซต์โหลดเร็ว
  • รองรับโทรศัพท์มือถือ
  • โครงสร้าง URL ชัดเจน
  • มี Backlink ที่มีคุณภาพ
  • มีความน่าเชื่อถือ
  • ไม่มีปัญหาด้าน Technical SEO

Internal Links ทำหน้าที่ช่วยให้ Google เข้าถึงเนื้อหา เข้าใจความสัมพันธ์ของแต่ละหน้า และประเมินว่าหน้าใดมีความสำคัญ

หากเว็บไซต์มีเนื้อหาดีอยู่แล้ว การปรับปรุงลิงก์ภายในสามารถช่วยให้เนื้อหาเหล่านั้นทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

Internal Links คือการเชื่อมโยงหน้าต่าง ๆ ภายในเว็บไซต์เดียวกัน มีหน้าที่ช่วยให้ผู้ใช้งานค้นพบข้อมูลเพิ่มเติม ช่วยให้ Google ค้นพบหน้าเว็บไซต์ และช่วยอธิบายโครงสร้างความสัมพันธ์ของเนื้อหา

การทำ Internal Links ที่ดีควรเชื่อมโยงไปยังหน้าที่เกี่ยวข้อง ใช้ Anchor Text ที่ชัดเจน ให้ความสำคัญกับหน้าหลัก และตรวจสอบลิงก์เสียอย่างสม่ำเสมอ

ไม่ควรวางลิงก์จำนวนมากโดยไม่มีเหตุผล หรือใช้คำที่ไม่สื่อความหมายเพียงเพื่อเพิ่มจำนวนลิงก์

เมื่อจัดวางอย่างเป็นระบบ Internal Links จะช่วยเพิ่มประสบการณ์ของผู้ใช้งาน สนับสนุนการทำ SEO และเพิ่มโอกาสที่ผู้เข้าชมจะเดินทางไปยังหน้าสินค้า บริการ หรือหน้าติดต่อของธุรกิจ

Internal Links คืออะไร?

Internal Links คือลิงก์ที่เชื่อมจากหน้าหนึ่งไปยังอีกหน้าหนึ่งภายในเว็บไซต์หรือโดเมนเดียวกัน เช่น การเชื่อมจากบทความไปยังหน้าบริการหรือบทความที่เกี่ยวข้อง

Internal Links มีผลต่อ SEO หรือไม่?

มีผลต่อ SEO เพราะช่วยให้ Google ค้นพบหน้าเว็บไซต์ เข้าใจโครงสร้างของเนื้อหา และประเมินความสำคัญของหน้าต่าง ๆ ภายในเว็บไซต์

หนึ่งบทความควรมี Internal Links กี่ลิงก์?

ไม่มีจำนวนตายตัว ควรใส่ตามความเหมาะสมของเนื้อหา โดยทุกลิงก์ต้องเกี่ยวข้องและมีประโยชน์ต่อผู้อ่าน

Anchor Text คืออะไร?

Anchor Text คือข้อความที่สามารถคลิกเพื่อเปิดลิงก์ได้ ควรใช้ข้อความที่อธิบายเนื้อหาของหน้าปลายทางอย่างชัดเจน

Internal Links กับ Backlink เหมือนกันหรือไม่?

ไม่เหมือนกัน Internal Links เป็นลิงก์ภายในเว็บไซต์เดียวกัน ส่วน Backlink คือลิงก์จากเว็บไซต์อื่นที่เชื่อมมายังเว็บไซต์ของคุณ

ควรเปิด Internal Links ในแท็บใหม่หรือไม่?

โดยทั่วไป Internal Links สามารถเปิดในแท็บเดิมได้ เพราะผู้ใช้งานยังอยู่ภายในเว็บไซต์เดียวกัน

ลิงก์ภายในที่เสียมีผลเสียหรือไม่?

ลิงก์เสียทำให้ผู้ใช้งานพบหน้า 404 และอาจทำให้ Search Engine ไม่สามารถเข้าถึงหน้าปลายทางได้ จึงควรตรวจสอบและแก้ไขเป็นประจำ

Orphan Page คืออะไร?

Orphan Page คือหน้าที่ไม่มีลิงก์ภายในจากหน้าอื่นเชื่อมเข้ามา ทำให้ผู้ใช้งานและ Search Engine ค้นพบหน้าได้ยาก

ควรเชื่อมบทความใหม่ไปยังบทความเก่าหรือไม่?

ควรเชื่อมทั้งสองทาง โดยเพิ่มลิงก์จากบทความใหม่ไปยังบทความเก่า และย้อนกลับไปเพิ่มลิงก์จากบทความเก่ามายังบทความใหม่ที่เกี่ยวข้อง

Internal Links ช่วยเพิ่มยอดขายได้อย่างไร?

Internal Links สามารถนำผู้ใช้งานจากบทความให้ความรู้ไปยังหน้าสินค้า หน้าบริการ หรือหน้าติดต่อ ทำให้ผู้ใช้งานได้รับข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจซื้อหรือใช้บริการ

แหล่งอ้างอิง

อย่ารอช้า! ให้ KNmasters ดูแลธุรกิจของคุณวันนี้!

หากคุณต้องการข้อมูลเพิ่มเติมหรืออยากเริ่มใช้บริการกับ KNmasters เราพร้อมช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโตด้วยกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ครบวงจร

บทความที่เกี่ยวข้อง

Logo KNmasters

SEO สำหรับธุรกิจ B2B สร้างลูกค้าคุณภาพจาก Search E...

SEO สำหรับธุรกิจ B2B ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงทำให้เว็บไซต์ติดอันดับบน Google หรือเพ...
Logo KNmasters

วิธีทำ SEO สำหรับอสังหาริมทรัพย์ เพิ่มลีดโดยไม่ต้อ...

ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่การแข่งขันสูงขึ้นทุกปี การพึ่งพา Facebook Ads, Google Ad...
Logo KNmasters

เทคนิค SEO สำหรับคลินิกความงาม ดันลูกค้าใหม่จาก Go...

ก่อนตัดสินใจใช้บริการด้านความงาม ลูกค้าจำนวนมากเริ่มต้นจากการค้นหาข้อมูลบน Googl...
russia-moscow-october-18-2020-close-up-google-applications-android-smartphone-including-google-gmail-maps-youtube

วิธีเพิ่มรีวิว Google Maps อย่างถูกต้อง เพิ่มความน...

รีวิว Google Maps เป็นข้อมูลสำคัญที่ช่วยให้ผู้ใช้ประเมินความน่าเชื่อถือ คุณภาพสิ...
russia-moscow-october-18-2020-close-up-google-applications-android-smartphone-including-google-gmail-maps-youtube

วิธีเปลี่ยนชื่อร้านบน Google Maps อัปเดตล่าสุด พร้...

การเปลี่ยนชื่อร้านบน Google Maps สามารถทำได้ผ่าน Google Business Profile เมื่อธุ...
KNMASTERS

ผู้ช่วยที่จะขับเคลื่อนธุรกิจของคุณให้เติบโตอย่างมั่นคง

หากคุณกำลังมองหาทีมที่เข้าใจธุรกิจของคุณจริงๆ และพร้อมเปลี่ยนไอเดียให้กลายเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ KNmasters พร้อมอยู่เคียงข้างเพื่อให้คำปรึกษา วางกลยุทธ์ และสร้างแนวทางที่เหมาะกับคุณ เราช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้อย่างยั่งยืนในโลกออนไลน์