SEO Difficulty และ Keyword Difficulty คืออะไร? ต่างกันอย่างไร และใช้เลือกคีย์เวิร์ดแบบไหน

ก่อนเริ่มทำบทความ SEO หลายคนมักพิจารณาจาก Search Volume หรือจำนวนการค้นหาเป็นหลัก แต่คีย์เวิร์ดที่มีคนค้นหามาก ไม่ได้หมายความว่าเว็บไซต์ของเราจะสามารถติดอันดับได้ง่ายเสมอไป
อีกหนึ่งตัวเลขสำคัญที่ควรพิจารณาคือ SEO Difficulty และ Keyword Difficulty ซึ่งใช้ประเมินระดับการแข่งขันและโอกาสที่เว็บไซต์จะสามารถติดอันดับบน Google ได้
อย่างไรก็ตาม คะแนนเหล่านี้ไม่ได้เป็นข้อมูลที่ Google ประกาศโดยตรง แต่เป็นค่าประมาณที่เครื่องมือ SEO แต่ละเจ้าคำนวณขึ้นจากฐานข้อมูลและสูตรของตนเอง จึงไม่ควรใช้คะแนนเพียงอย่างเดียวในการตัดสินใจเลือกคีย์เวิร์ด
บทความนี้จะอธิบายว่า SEO Difficulty และ Keyword Difficulty คืออะไร แตกต่างกันอย่างไร คะแนนระดับไหนถือว่าง่ายหรือยาก รวมถึงวิธีประเมินความยากของคีย์เวิร์ดจากผลการค้นหาจริง
หัวข้อ
SEO Difficulty คืออะไร
SEO Difficulty คือระดับความยากโดยรวมในการทำให้เว็บไซต์หรือหน้าเว็บติดอันดับบนผลการค้นหาแบบ Organic Search
คำว่า SEO Difficulty มีความหมายค่อนข้างกว้าง เพราะไม่ได้พิจารณาเฉพาะจำนวนลิงก์หรือความแข็งแรงของเว็บไซต์คู่แข่งเท่านั้น แต่สามารถครอบคลุมปัจจัยต่าง ๆ เช่น
- ความแข็งแรงของเว็บไซต์คู่แข่ง
- จำนวนและคุณภาพของ Backlink
- ความเกี่ยวข้องของเนื้อหากับคำค้นหา
- Search Intent หรือสิ่งที่ผู้ค้นหาต้องการ
- คุณภาพและความละเอียดของเนื้อหา
- ประสบการณ์ใช้งานเว็บไซต์
- ความน่าเชื่อถือและความเชี่ยวชาญในหัวข้อนั้น
- รูปแบบผลการค้นหาที่ Google แสดง
- ทรัพยากรและระยะเวลาที่ต้องใช้ในการแข่งขัน
ตัวอย่างเช่น คีย์เวิร์ดคำว่า “SEO” อาจมี SEO Difficulty สูง เพราะหน้าแรกของ Google มีทั้งเว็บไซต์เครื่องมือ SEO บริษัทขนาดใหญ่ เว็บไซต์การตลาดที่มีชื่อเสียง และเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาครอบคลุมจำนวนมาก
เว็บไซต์ใหม่ที่ยังไม่มีความน่าเชื่อถือในหัวข้อนี้จึงอาจต้องใช้ทั้งเนื้อหา Backlink และระยะเวลามากกว่าจะสามารถแข่งขันได้
ดังนั้น SEO Difficulty จึงสามารถมองได้ว่าเป็นคำที่ใช้อธิบาย ความยากของการแข่งขันด้าน SEO ในภาพรวม ไม่ว่าจะเป็นระดับคีย์เวิร์ด หน้าเว็บไซต์ หรือหัวข้อเนื้อหาทั้งกลุ่ม
Keyword Difficulty คืออะไร
Keyword Difficulty หรือ KD คือคะแนนที่ใช้ประมาณว่าการทำหน้าเว็บให้ติดอันดับสำหรับคีย์เวิร์ดหนึ่ง ๆ มีความยากเพียงใด
เครื่องมือ SEO ส่วนใหญ่มักแสดงคะแนน Keyword Difficulty เป็นตัวเลขตั้งแต่ 0–100 โดยทั่วไปคะแนนต่ำหมายถึงการแข่งขันน้อยกว่า ส่วนคะแนนสูงหมายถึงต้องใช้ทรัพยากรมากกว่าในการติดอันดับ
อย่างไรก็ตาม Keyword Difficulty ไม่ใช่คะแนนที่ Google จัดทำขึ้น และไม่มีสูตรมาตรฐานเดียวที่ทุกเครื่องมือใช้ร่วมกัน
ตัวอย่างเช่น Ahrefs อธิบายว่า Keyword Difficulty ของตนใช้จำนวน Referring Domains ที่ลิงก์มายังหน้าเว็บ 10 อันดับแรกเป็นปัจจัยหลัก และไม่ได้รวมปัจจัย On-page SEO ไว้ในคะแนนโดยตรง
ขณะที่ Semrush ใช้หลายปัจจัยร่วมกัน เช่น จำนวน Referring Domains สัดส่วนลิงก์ รูปแบบความแข็งแรงของโดเมนคู่แข่ง และลักษณะของหน้าผลการค้นหา
เพราะฉะนั้น Keyword Difficulty จึงควรถูกใช้เป็น ตัวกรองคีย์เวิร์ดเบื้องต้น มากกว่าการใช้เป็นคำตอบสุดท้ายว่าคีย์เวิร์ดใดจะติดอันดับได้หรือไม่ได้
SEO Difficulty กับ Keyword Difficulty ต่างกันอย่างไร
แม้คำว่า SEO Difficulty และ Keyword Difficulty จะถูกใช้แทนกันในเครื่องมือหรือบทความ SEO บางแห่ง แต่หากแยกตามความหมาย จะมีขอบเขตแตกต่างกันดังนี้
| หัวข้อ | SEO Difficulty | Keyword Difficulty |
|---|---|---|
| ความหมาย | ความยากของการทำ SEO โดยรวม | ความยากของคีย์เวิร์ดหนึ่งคำ |
| ขอบเขต | กว้าง ครอบคลุมคู่แข่ง เนื้อหา Backlink ความน่าเชื่อถือ และ Search Intent | มักแสดงเป็นคะแนนของคีย์เวิร์ด |
| รูปแบบ | อาจเป็นการวิเคราะห์เชิงคุณภาพหรือคะแนน | ส่วนใหญ่เป็นคะแนน 0–100 |
| การใช้งาน | ใช้วางแผนกลยุทธ์ SEO และประเมินทรัพยากร | ใช้คัดกรองและเปรียบเทียบคีย์เวิร์ด |
| ข้อจำกัด | ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่ผู้วิเคราะห์เลือกใช้ | สูตรแตกต่างกันตามเครื่องมือ |
สรุปง่าย ๆ คือ Keyword Difficulty เป็นหนึ่งในข้อมูลที่ใช้ประเมิน SEO Difficulty
การเห็นคีย์เวิร์ด KD ต่ำไม่ได้หมายความว่าการทำ SEO จะง่ายเสมอไป เพราะอาจมีอุปสรรคด้าน Search Intent คุณภาพเนื้อหา ความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ หรือรูปแบบผลการค้นหาที่คะแนนเครื่องมือไม่ได้สะท้อนทั้งหมด
ในทางกลับกัน คีย์เวิร์ดที่มี KD สูงก็ไม่ได้หมายความว่าไม่ควรทำ เพราะหากเป็นคีย์เวิร์ดสำคัญต่อธุรกิจ เว็บไซต์มีความเชี่ยวชาญตรงหัวข้อ หรือมีหน้าเดิมที่แข็งแรงอยู่แล้ว ก็อาจมีโอกาสแข่งขันได้
เครื่องมือแต่ละเจ้าคำนวณ Keyword Difficulty ต่างกันอย่างไร
เครื่องมือ SEO แต่ละเจ้ามีฐานข้อมูล สูตร และน้ำหนักของปัจจัยที่แตกต่างกัน คะแนนของคีย์เวิร์ดเดียวกันจึงอาจไม่เท่ากัน
Ahrefs
Ahrefs ให้คะแนน Keyword Difficulty ระหว่าง 0–100 โดยพิจารณาจากจำนวน Referring Domains หรือจำนวนเว็บไซต์ที่ส่งลิงก์มายังหน้าเว็บใน 10 อันดับแรกของ Google เป็นหลัก
คะแนนของ Ahrefs จึงสะท้อนการแข่งขันด้าน Backlink ค่อนข้างมาก แต่ไม่ได้คำนวณปัจจัย On-page SEO เข้าไปใน KD โดยตรง
เหมาะสำหรับใช้ตอบคำถามว่า
- หน้าเว็บที่ติดอันดับอยู่มี Backlink แข็งแรงเพียงใด
- อาจต้องมีเว็บไซต์อื่นลิงก์เข้ามาประมาณเท่าไร
- การแข่งขันด้าน Link Authority สูงหรือไม่
แต่ผู้ใช้งานยังต้องวิเคราะห์เนื้อหา Search Intent และความเกี่ยวข้องของเว็บไซต์เพิ่มเติม
Semrush
Semrush แสดง Keyword Difficulty เป็นเปอร์เซ็นต์ตั้งแต่ 0–100 และใช้หลายปัจจัยในการคำนวณ เช่น
- จำนวน Referring Domains ของหน้าเว็บที่ติดอันดับ
- สัดส่วนลิงก์ประเภทต่าง ๆ
- Authority Score ของโดเมนที่ติดอันดับ
- ลักษณะการแข่งขันบนหน้าผลการค้นหา
- องค์ประกอบของคีย์เวิร์ดและ SERP
นอกจากนี้ Semrush ยังมี Personal Keyword Difficulty ซึ่งพยายามประเมินความยากโดยอ้างอิงกับเว็บไซต์ที่ผู้ใช้นำมาวิเคราะห์ ไม่ได้ใช้คะแนนกลางแบบเดียวกับทุกโดเมน โดยพิจารณาทั้งความเกี่ยวข้องของหัวข้อและความแข็งแรงของเว็บไซต์นั้นเทียบกับคู่แข่ง
Moz
Moz ใช้คำว่า Keyword Difficulty เพื่อประเมินความแข็งแรงของหน้าเว็บและโดเมนที่กำลังติดอันดับ รวมถึงปัจจัยการแข่งขันในหน้าผลการค้นหา
คะแนนจึงอาจแตกต่างจาก Ahrefs ซึ่งให้น้ำหนักกับ Referring Domains ของหน้าที่ติดอันดับเป็นหลัก
เครื่องมือ SEO อื่น ๆ
เครื่องมืออื่นอาจนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้ร่วมกันในสัดส่วนที่แตกต่างกัน เช่น
- Domain Authority หรือความแข็งแรงของเว็บไซต์
- Page Authority ของหน้าที่ติดอันดับ
- จำนวน Backlink
- จำนวนเว็บไซต์ที่แข่งขัน
- คุณภาพและความยาวของเนื้อหา
- การมีคีย์เวิร์ดอยู่ใน Title หรือ URL
- รูปแบบ SERP Features
- Search Volume
- ความตั้งใจของผู้ค้นหา
ด้วยเหตุนี้จึงไม่ควรนำคะแนนจากคนละเครื่องมือมาเปรียบเทียบกันตรง ๆ เช่น การบอกว่า KD 30 จาก Ahrefs เท่ากับ KD 30 จาก Semrush เพราะทั้งสองเครื่องมือไม่ได้ใช้สูตรเดียวกัน
วิธีที่เหมาะสมกว่าคือเลือกเครื่องมือหลักหนึ่งตัว แล้วใช้คะแนนจากเครื่องมือนั้นเปรียบเทียบคีย์เวิร์ดภายในโครงการเดียวกัน
คะแนน Keyword Difficulty เท่าไรถือว่าง่ายหรือยาก
แต่ละเครื่องมือแบ่งช่วงคะแนนไม่เหมือนกัน อย่างไรก็ตาม สามารถใช้ตารางต่อไปนี้เป็นแนวทางเบื้องต้นได้
| คะแนนโดยประมาณ | ระดับความยาก | แนวทางการเลือกใช้ |
|---|---|---|
| 0–14 | ง่ายมาก | เหมาะกับเว็บไซต์ใหม่หรือหน้าเว็บที่ยังไม่มี Backlink |
| 15–29 | ง่าย | มีโอกาสติดอันดับเมื่อเนื้อหาตรง Search Intent และมีคุณภาพ |
| 30–49 | ปานกลาง | ต้องมีเนื้อหาแข็งแรง เว็บไซต์เกี่ยวข้องกับหัวข้อ และอาจต้องมี Backlink |
| 50–69 | ยาก | มักต้องใช้เว็บไซต์ที่มี Authority เนื้อหาดี และการสนับสนุนจากลิงก์ |
| 70–84 | ยากมาก | คู่แข่งมักเป็นเว็บไซต์ขนาดใหญ่หรือมีความน่าเชื่อถือสูง |
| 85–100 | ยากที่สุด | ต้องใช้ทรัพยากรสูงและอาจใช้เวลานานในการแข่งขัน |
ช่วงคะแนนนี้สอดคล้องกับการแบ่งระดับที่ Semrush ใช้ ได้แก่ 0–14 ง่ายมาก, 15–29 ง่าย, 30–49 มีโอกาสแข่งขัน, 50–69 ยาก, 70–84 ยากมาก และ 85–100 ยากที่สุด
อย่างไรก็ตาม ตารางนี้ไม่ใช่เกณฑ์ตายตัว เพราะคะแนนเดียวกันอาจมีความหมายต่างกันสำหรับแต่ละเว็บไซต์
ตัวอย่างเช่น
- KD 35 อาจยากสำหรับเว็บไซต์เปิดใหม่
- KD 35 อาจไม่ยากสำหรับเว็บไซต์ที่มีบทความในหัวข้อนั้นหลายสิบหน้า
- KD 60 อาจยังน่าทำ หากเป็นหน้าบริการหลักที่สร้างรายได้สูง
- KD 10 อาจไม่น่าทำ หากไม่มีคนค้นหาหรือไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ
การเลือกคีย์เวิร์ดจึงต้องดูทั้งความยาก คุณค่าทางธุรกิจ ปริมาณการค้นหา และโอกาสสร้าง Conversion ร่วมกัน
เว็บไซต์ใหม่ควรเลือกคีย์เวิร์ดระดับไหน
เว็บไซต์ใหม่ควรเริ่มจากคีย์เวิร์ดที่มีการแข่งขันต่ำถึงปานกลาง โดยอาจใช้ช่วง Keyword Difficulty ประมาณ 0–30 เป็นจุดเริ่มต้น
แต่ไม่จำเป็นต้องกำหนดว่าทุกคีย์เวิร์ดต้องมีคะแนนต่ำกว่า 30 เสมอไป เพราะควรพิจารณาคุณภาพของคู่แข่งจริงร่วมด้วย
แนวทางที่เหมาะกับเว็บไซต์ใหม่ ได้แก่
1. เลือก Long-tail Keyword
Long-tail Keyword คือคำค้นหาที่มีรายละเอียดและเฉพาะเจาะจงมากขึ้น เช่น
- “SEO”
- “การทำ SEO สำหรับเว็บไซต์ใหม่”
- “เว็บไซต์ใหม่ควรเริ่มทำ SEO อย่างไร”
- “วิธีเลือกคีย์เวิร์ด SEO สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก”
คำค้นหาที่เฉพาะเจาะจงมักมีการแข่งขันต่ำกว่า และผู้ค้นหามีความต้องการชัดเจนกว่า
2. เลือกคีย์เวิร์ดที่ตรงกับความเชี่ยวชาญของเว็บไซต์
Google ไม่ได้พิจารณาเฉพาะความแข็งแรงของเว็บไซต์ แต่ยังต้องเข้าใจว่าเว็บไซต์มีความเกี่ยวข้องกับหัวข้อนั้นมากเพียงใด
เว็บไซต์ใหม่ควรสร้างเนื้อหาในหัวข้อที่เชื่อมโยงกับสินค้า บริการ และความเชี่ยวชาญของธุรกิจโดยตรง แทนการเลือกคีย์เวิร์ดที่มี Search Volume สูงแต่ไม่เกี่ยวข้อง
3. เลือกคีย์เวิร์ดที่คู่แข่งยังตอบไม่ครบ
บางคีย์เวิร์ดอาจมีคะแนน KD ระดับปานกลาง แต่ผลการค้นหาปัจจุบันยังมีจุดอ่อน เช่น
- เนื้อหาเก่า
- อธิบายไม่ครบ
- ไม่ตรงกับบริบทประเทศไทย
- อ่านยาก
- ไม่มีตัวอย่าง
- ไม่มีตารางเปรียบเทียบ
- ไม่ตอบคำถามสำคัญของผู้ค้นหา
กรณีนี้เว็บไซต์ใหม่อาจสร้างเนื้อหาที่ดีกว่าและมีโอกาสแข่งขันได้ แม้คะแนนจะไม่ได้อยู่ในระดับง่ายมาก
4. สร้าง Topic Cluster ก่อนแข่งขันคำใหญ่
แทนที่จะเริ่มจากคีย์เวิร์ดกว้างและยากเพียงคำเดียว ควรสร้างบทความย่อยหลายหน้าเพื่อสนับสนุนหน้าหลัก
ตัวอย่าง Topic Cluster เรื่อง Keyword Research อาจประกอบด้วย
- Keyword Research คืออะไร
- Search Volume คืออะไร
- Keyword Difficulty คืออะไร
- Search Intent คืออะไร
- Long-tail Keyword คืออะไร
- วิธีเลือกคีย์เวิร์ดสำหรับเว็บไซต์ใหม่
- วิธีใช้ Google Search Console หาโอกาสคีย์เวิร์ด
เมื่อเว็บไซต์มีเนื้อหาครอบคลุมและเชื่อม Internal Link อย่างเหมาะสม Google และผู้ใช้งานจะเข้าใจความเชี่ยวชาญของเว็บไซต์ในหัวข้อนั้นได้ชัดเจนขึ้น
5. ผสมคีย์เวิร์ดหลายระดับความยาก
เว็บไซต์ใหม่ไม่ควรทำเฉพาะคีย์เวิร์ดง่ายเท่านั้น แต่ควรวางแผนคีย์เวิร์ดหลายระดับ เช่น
- 60–70% เป็นคีย์เวิร์ดง่ายและ Long-tail Keyword
- 20–30% เป็นคีย์เวิร์ดระดับปานกลาง
- 10% เป็นคีย์เวิร์ดหลักที่ยากแต่สำคัญต่อธุรกิจ
คีย์เวิร์ดยากอาจยังไม่ติดอันดับในระยะสั้น แต่สามารถสร้างไว้เป็นหน้าหลักและค่อย ๆ เพิ่มความแข็งแรงผ่านบทความสนับสนุน Internal Link และ Backlink ในระยะยาว
วิธีประเมินความยากนอกเหนือจากคะแนนเครื่องมือ
Keyword Difficulty เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ก่อนตัดสินใจทำบทความควรค้นหาคีย์เวิร์ดบน Google และวิเคราะห์ผลการค้นหาจริง หรือที่เรียกว่า SERP Analysis
Ahrefs เองระบุว่า KD เป็นค่าประมาณและการวิเคราะห์ SERP ด้วยตนเองจะให้ข้อมูลที่ละเอียดกว่าเมื่อต้องประเมินโอกาสของคีย์เวิร์ดใดคีย์เวิร์ดหนึ่ง
ปัจจัยที่ควรตรวจสอบมีดังนี้
1. Search Intent ตรงกับหน้าที่เราจะทำหรือไม่
ตรวจสอบว่า Google แสดงหน้าเว็บประเภทใดเป็นส่วนใหญ่ เช่น
- บทความให้ความรู้
- หน้าสินค้า
- หน้าหมวดหมู่สินค้า
- หน้าบริการ
- วิดีโอ
- เว็บไซต์รีวิว
- เว็บไซต์เปรียบเทียบ
- หน้าสถานที่หรือผลการค้นหาในพื้นที่
หาก Google แสดงหน้าสินค้าเกือบทั้งหมด การเขียนบทความทั่วไปอาจติดอันดับได้ยาก แม้คะแนน Keyword Difficulty จะต่ำ
Search Intent จึงเป็นเงื่อนไขแรกที่ต้องผ่านก่อนพิจารณาเรื่องคะแนน
2. คู่แข่งเป็นเว็บไซต์ประเภทใด
พิจารณาว่าเว็บไซต์ที่ติดอันดับเป็น
- เว็บไซต์รัฐบาล
- มหาวิทยาลัย
- สื่อขนาดใหญ่
- Marketplace
- แบรนด์เจ้าของสินค้า
- เว็บไซต์เฉพาะทาง
- บล็อกทั่วไป
- เว็บไซต์ธุรกิจขนาดเล็ก
- เว็บบอร์ดหรือเนื้อหาที่ผู้ใช้งานสร้างขึ้น
หากหน้าแรกเต็มไปด้วยเว็บไซต์ขนาดใหญ่และหน้าเว็บที่มีความน่าเชื่อถือสูง การแข่งขันอาจยากกว่าคะแนนที่เห็น
แต่หากมีเว็บไซต์ขนาดเล็ก บทความคุณภาพปานกลาง หรือเว็บบอร์ดติดอันดับอยู่หลายตำแหน่ง อาจเป็นสัญญาณว่ายังมีพื้นที่สำหรับเนื้อหาใหม่
3. หน้าเว็บที่ติดอันดับแข็งแรงเพียงใด
อย่าดูเฉพาะความแข็งแรงของ Domain เพราะบางครั้งเว็บไซต์ใหญ่ก็มีหน้าที่ไม่ได้รับ Backlink มากนัก
ควรตรวจสอบเป็นรายหน้า เช่น
- หน้านั้นมี Referring Domains เท่าไร
- มี Internal Link สนับสนุนมากหรือไม่
- มี Traffic จากคีย์เวิร์ดอื่นหรือไม่
- เนื้อหาครอบคลุมเพียงใด
- หน้าได้รับการอัปเดตล่าสุดเมื่อใด
การแข่งขันกับหน้าที่แข็งแรงต่างจากการแข่งขันกับโดเมนที่แข็งแรงแต่หน้าบทความยังอ่อน
4. เนื้อหาคู่แข่งตอบคำถามครบหรือไม่
อ่านบทความอันดับต้น ๆ และพิจารณาว่าผู้ค้นหายังมีคำถามใดที่ไม่ได้รับคำตอบ
โอกาสในการสร้างเนื้อหาที่ดีกว่าอาจเกิดจาก
- อธิบายให้เข้าใจง่ายกว่า
- เพิ่มข้อมูลที่คู่แข่งขาด
- แสดงขั้นตอนการทำงานจริง
- เพิ่มภาพ ตาราง หรือตัวอย่าง
- ใช้ข้อมูลที่ใหม่กว่า
- ตอบคำถามเฉพาะกลุ่มเป้าหมาย
- เชื่อมโยงเนื้อหากับบริบทประเทศไทย
- เพิ่มประสบการณ์หรือข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญ
เป้าหมายไม่ใช่การเขียนให้ยาวกว่าคู่แข่ง แต่คือการตอบความต้องการของผู้ค้นหาให้ครบและมีประโยชน์กว่า
5. ความสดใหม่ของเนื้อหาสำคัญหรือไม่
บางคีย์เวิร์ดต้องการข้อมูลล่าสุด เช่น
- ราคาสินค้า
- กฎหมาย
- เทคโนโลยี
- เครื่องมือออนไลน์
- แนวโน้มการตลาด
- สถิติ
- ตารางการแข่งขัน
- การอัปเดตซอฟต์แวร์
หาก Google ให้ความสำคัญกับบทความที่อัปเดตใหม่ เว็บไซต์ต้องมีความสามารถในการตรวจสอบและปรับปรุงข้อมูลอย่างต่อเนื่อง
6. มี SERP Features แย่งพื้นที่หรือไม่
หน้าผลการค้นหาอาจมีองค์ประกอบอื่นนอกเหนือจากลิงก์เว็บไซต์ เช่น
- โฆษณา
- AI-generated answers
- Featured Snippet
- People Also Ask
- Local Pack
- รูปภาพ
- วิดีโอ
- Shopping Results
- ข่าว
- แผงข้อมูล
แม้จะติดอันดับหน้าแรก แต่หากผลการค้นหามีองค์ประกอบจำนวนมาก อัตราการคลิกเข้าสู่เว็บไซต์อาจต่ำกว่าที่คาดไว้
7. เว็บไซต์ของเรามี Topical Authority หรือไม่
เว็บไซต์ที่มีบทความและบริการเกี่ยวข้องกับหัวข้อนั้นอยู่แล้วมักมีความพร้อมมากกว่าเว็บไซต์ที่เพิ่งเริ่มเขียนหัวข้อใหม่เพียงหน้าเดียว
ให้ตรวจสอบว่าเว็บไซต์มี
- หน้าหลักที่เกี่ยวข้อง
- บทความสนับสนุน
- Internal Link
- ผู้เขียนหรือธุรกิจที่มีประสบการณ์ในหัวข้อ
- หลักฐานแสดงความเชี่ยวชาญ
- หน้าเกี่ยวกับเราและข้อมูลติดต่อที่น่าเชื่อถือ
หากยังไม่มี ควรวางแผนสร้างกลุ่มเนื้อหาทั้งชุดแทนการทำบทความเดี่ยว
8. เว็บไซต์ปัจจุบันติดอันดับคำใกล้เคียงหรือไม่
เว็บไซต์ที่มีข้อมูลจาก Google Search Console สามารถตรวจสอบได้ว่าเริ่มมี Impression หรืออันดับจากคำค้นหาใกล้เคียงแล้วหรือยัง
ตัวอย่างเช่น หากเว็บไซต์ติดอันดับคำว่า “วิธีเลือกคีย์เวิร์ด” อยู่แล้ว การขยายเนื้อหาไปยัง “Keyword Difficulty” อาจง่ายกว่าการเริ่มหัวข้อที่ไม่เคยมีความเกี่ยวข้องมาก่อน
Google Search Console สามารถใช้ดูคำค้นหาที่ทำให้เว็บไซต์ปรากฏบน Google รวมถึง Impression, Click และอันดับเฉลี่ยของหน้าเว็บได้
วิธีเลือกคีย์เวิร์ดโดยใช้ SEO Difficulty อย่างเหมาะสม
การเลือกคีย์เวิร์ดไม่ควรเรียงจากคะแนนง่ายที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่ควรประเมินอย่างน้อย 5 ด้านร่วมกัน
1. Relevance
คีย์เวิร์ดเกี่ยวข้องกับสินค้า บริการ หรือกลุ่มเป้าหมายของเว็บไซต์มากเพียงใด
2. Search Intent
เว็บไซต์สามารถสร้างหน้าประเภทเดียวกับที่ Google ต้องการแสดงได้หรือไม่
3. Business Value
ผู้ที่ค้นหาคำนี้มีโอกาสกลายเป็นลูกค้า สมัครใช้บริการ หรือติดต่อธุรกิจหรือไม่
4. Traffic Potential
หัวข้อนี้มีโอกาสสร้าง Traffic จากคีย์เวิร์ดใกล้เคียงมากน้อยเพียงใด ไม่ควรดู Search Volume ของคีย์เวิร์ดหลักเพียงคำเดียว
5. Ranking Difficulty
คู่แข่งแข็งแรงเพียงใด และเว็บไซต์ต้องใช้เนื้อหา Backlink เวลา หรือทรัพยากรเท่าไรจึงจะแข่งขันได้
สามารถใช้แนวคิดง่าย ๆ ดังนี้
คีย์เวิร์ดที่ดีไม่ใช่คีย์เวิร์ดที่ง่ายที่สุด แต่คือคีย์เวิร์ดที่มีคุณค่าต่อธุรกิจและมีระดับการแข่งขันเหมาะสมกับความพร้อมของเว็บไซต์
ตัวอย่างการประเมินคีย์เวิร์ด
สมมติว่ามีคีย์เวิร์ดให้เลือก 3 คำ
| คีย์เวิร์ด | Search Volume | Difficulty | คุณค่าต่อธุรกิจ | แนวทาง |
|---|---|---|---|---|
| SEO | สูงมาก | สูงมาก | ปานกลาง | ใช้เป็นเป้าหมายระยะยาว |
| รับทำ SEO | ปานกลาง | สูง | สูงมาก | ควรมีหน้าบริการหลัก |
| วิธีเลือกบริษัทรับทำ SEO | ต่ำกว่า | ต่ำถึงปานกลาง | สูง | เหมาะสำหรับบทความสนับสนุน |
หากเลือกจาก Search Volume เพียงอย่างเดียว อาจเริ่มทำคำว่า “SEO” ก่อน แต่การแข่งขันสูงและ Search Intent กว้างมาก
ในทางธุรกิจ คำว่า “วิธีเลือกบริษัทรับทำ SEO” อาจมีจำนวนการค้นหาต่ำกว่า แต่ผู้ค้นหามีแนวโน้มกำลังพิจารณาจ้างผู้ให้บริการ จึงมีโอกาสสร้าง Conversion มากกว่าและอาจติดอันดับได้ง่ายกว่า
กลยุทธ์ที่เหมาะสมคือสร้างทั้งหน้าบริการ “รับทำ SEO” และบทความสนับสนุนหลายบทความ แล้วเชื่อม Internal Link เข้าหากัน เพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้หัวข้อหลักในระยะยาว
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการใช้ Keyword Difficulty
เลือกเฉพาะคีย์เวิร์ดที่คะแนนต่ำ
คีย์เวิร์ดที่ง่ายอาจไม่มีผู้ค้นหา ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ หรือไม่สร้าง Conversion จึงต้องประเมินคุณค่าของคีย์เวิร์ดร่วมด้วย
หลีกเลี่ยงคีย์เวิร์ดที่คะแนนสูงทั้งหมด
คีย์เวิร์ดที่ยากบางคำเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจ แม้ยังไม่สามารถติดอันดับได้ทันที ก็ควรสร้างหน้าเป้าหมายไว้และพัฒนาความแข็งแรงในระยะยาว
เปรียบเทียบคะแนนจากคนละเครื่องมือ
คะแนนจาก Ahrefs, Semrush, Moz หรือเครื่องมืออื่นใช้สูตรไม่เหมือนกัน จึงไม่ควรนำตัวเลขมาเทียบกันโดยตรง
เชื่อคะแนนโดยไม่เปิดดู Google
คะแนนอาจไม่สะท้อน Search Intent คุณภาพของเนื้อหา ความสดใหม่ หรือประเภทเว็บไซต์ที่ Google เลือกแสดง
สนใจ Domain Authority แต่ไม่ดูความแข็งแรงของหน้า
เว็บไซต์คู่แข่งอาจมีโดเมนแข็งแรง แต่หน้าที่ติดอันดับอาจมีเนื้อหาไม่ดี ไม่มี Backlink หรือไม่ตรงกับ Search Intent มากนัก
เลือกคีย์เวิร์ดโดยไม่ดูเป้าหมายทางธุรกิจ
Traffic จำนวนมากไม่จำเป็นต้องสร้างรายได้ ควรให้ความสำคัญกับคีย์เวิร์ดที่เชื่อมโยงกับสินค้า บริการ และเส้นทางการตัดสินใจของลูกค้า
สรุป SEO Difficulty และ Keyword Difficulty
SEO Difficulty คือความยากของการทำ SEO ในภาพรวม ส่วน Keyword Difficulty คือคะแนนที่เครื่องมือใช้ประมาณความยากของคีย์เวิร์ดหนึ่ง ๆ
แม้เครื่องมือส่วนใหญ่จะแสดงคะแนนตั้งแต่ 0–100 แต่แต่ละเจ้ามีสูตรและฐานข้อมูลไม่เหมือนกัน คะแนนจึงควรถูกใช้เพื่อคัดกรองและเปรียบเทียบคีย์เวิร์ดเบื้องต้นเท่านั้น
เว็บไซต์ใหม่อาจเริ่มจากคีย์เวิร์ดระดับ 0–30 หรือ Long-tail Keyword ที่มี Search Intent ชัดเจน แต่ไม่ควรตัดสินจากคะแนนเพียงตัวเดียว
ก่อนเลือกคีย์เวิร์ดทุกครั้ง ควรวิเคราะห์เพิ่มเติมว่า
- ผลการค้นหาตรงกับหน้าที่เราจะสร้างหรือไม่
- คู่แข่งเป็นเว็บไซต์ประเภทใด
- หน้าเว็บคู่แข่งมี Backlink มากเพียงใด
- เนื้อหาปัจจุบันมีจุดอ่อนหรือไม่
- เว็บไซต์ของเรามีความเชี่ยวชาญในหัวข้อนั้นหรือยัง
- คีย์เวิร์ดมีคุณค่าต่อธุรกิจและสร้าง Conversion ได้หรือไม่
การเลือกคีย์เวิร์ดที่เหมาะสมจึงไม่ใช่การเลือกคำที่ง่ายที่สุด แต่เป็นการเลือกคำที่มีโอกาสแข่งขันได้ คุ้มค่ากับทรัพยากร และสนับสนุนเป้าหมายของเว็บไซต์ในระยะยาว
คำถามที่พบบ่อย
Keyword Difficulty ยิ่งต่ำยิ่งดีหรือไม่
ไม่เสมอไป คีย์เวิร์ดที่มีคะแนนต่ำอาจมีจำนวนการค้นหาน้อย ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ หรือไม่มีโอกาสสร้างลูกค้า ควรพิจารณา Search Intent, Traffic Potential และ Business Value ร่วมด้วย
Keyword Difficulty เชื่อถือได้แค่ไหน
ใช้เป็นแนวทางเปรียบเทียบคีย์เวิร์ดได้ แต่ไม่ใช่ค่าที่รับประกันผลการจัดอันดับ เพราะคะแนนเป็นการประมาณจากข้อมูลและสูตรของเครื่องมือ ไม่ได้มาจาก Google โดยตรง
เว็บไซต์ใหม่ควรทำคีย์เวิร์ด KD สูงหรือไม่
สามารถทำได้หากเป็นคีย์เวิร์ดสำคัญต่อธุรกิจ แต่ควรมองเป็นเป้าหมายระยะยาว พร้อมสร้างบทความสนับสนุน Internal Link และความน่าเชื่อถือในหัวข้อนั้นควบคู่กัน
ทำไมคีย์เวิร์ดเดียวกันจึงมีคะแนนไม่เท่ากันในแต่ละเครื่องมือ
เพราะเครื่องมือแต่ละเจ้าใช้ฐานข้อมูล สูตร และปัจจัยในการคำนวณต่างกัน บางเครื่องมือเน้น Backlink ขณะที่บางเครื่องมือรวม Domain Authority และองค์ประกอบของ SERP เข้าไปด้วย
Google Keyword Planner มี Keyword Difficulty หรือไม่
ค่า Competition ใน Google Keyword Planner เป็นข้อมูลการแข่งขันของผู้ลงโฆษณา Google Ads ไม่ใช่ความยากในการติดอันดับ Organic Search จึงไม่ควรนำมาใช้แทน Keyword Difficulty โดยตรง
ควรใช้ Keyword Difficulty จากเครื่องมือใด
ควรเลือกเครื่องมือที่เหมาะกับงบประมาณและกระบวนการทำงาน แล้วใช้เครื่องมือเดิมอย่างสม่ำเสมอเพื่อเปรียบเทียบคีย์เวิร์ดภายในโครงการเดียวกัน ที่สำคัญคือต้องเปิดดูหน้าผลการค้นหาและวิเคราะห์คู่แข่งจริงประกอบทุกครั้ง
อย่ารอช้า! ให้ KNmasters ดูแลธุรกิจของคุณวันนี้!
หากคุณต้องการข้อมูลเพิ่มเติมหรืออยากเริ่มใช้บริการกับ KNmasters เราพร้อมช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโตด้วยกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ครบวงจร
- Facebook: KNmasters
- LINE: KNmasters
- Youtube: KNmasters
- Instagram: knmasters.official
- Tiktok: KNmasters.official
- Twitter: KNmasters Official
- Fastwork: KNmasters
- เว็บไซต์: www.knmasters.com
- แผนที่: KNmasters
- Digital Marketing
- 2026-07-04 20:41:06
บริการของเรา
พันธมิตรของเรา
บทความที่เกี่ยวข้อง
ผู้ช่วยที่จะขับเคลื่อนธุรกิจของคุณให้เติบโตอย่างมั่นคง
หากคุณกำลังมองหาทีมที่เข้าใจธุรกิจของคุณจริงๆ และพร้อมเปลี่ยนไอเดียให้กลายเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ KNmasters พร้อมอยู่เคียงข้างเพื่อให้คำปรึกษา วางกลยุทธ์ และสร้างแนวทางที่เหมาะกับคุณ เราช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้อย่างยั่งยืนในโลกออนไลน์


