วิธียืนยัน Google Business Profile อัปเดตล่าสุด พร้อมแก้ปัญหายืนยันไม่ผ่าน

/
/
วิธียืนยัน Google Business Profile อัปเดตล่าสุด พร้อมแก้ปัญหายืนยันไม่ผ่าน
russia-moscow-october-18-2020-close-up-google-applications-android-smartphone-including-google-gmail-maps-youtube
หมวดหมู่:Google

การสร้าง Google Business Profile เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการนำธุรกิจไปแสดงบน Google Search และ Google Maps ขั้นตอนสำคัญต่อมาคือ การยืนยันธุรกิจ หรือ Business Verification

กระบวนการนี้ช่วยให้ Google ตรวจสอบว่าธุรกิจมีสิทธิ์สร้าง Business Profile และผู้ที่ดำเนินการเป็นเจ้าของหรือผู้แทนที่ได้รับอนุญาตจริง

หากยังยืนยันไม่สำเร็จ เจ้าของธุรกิจอาจไม่สามารถจัดการข้อมูลหรือใช้ฟีเจอร์บางอย่างได้อย่างเต็มที่ และโปรไฟล์อาจยังไม่แสดงต่อสาธารณะตามที่คาดหวัง

ปัญหาที่พบได้บ่อย ได้แก่

  • ระบบแสดงให้ยืนยันด้วยวิดีโอเพียงวิธีเดียว
  • ส่งวิดีโอแล้วไม่ผ่าน
  • ระบบขอให้ถ่ายวิดีโอใหม่
  • โปรไฟล์ค้างอยู่ในสถานะ Processing หรือ Pending
  • ไม่ได้รับตัวเลือกยืนยันทางโทรศัพท์หรืออีเมล
  • แก้ไขข้อมูลแล้วระบบขอให้ยืนยันใหม่
  • ธุรกิจไม่มีหน้าร้านและไม่รู้ว่าควรถ่ายอะไร

บทความนี้อธิบายวิธียืนยัน Google Business Profile ตามขั้นตอนที่ Google รองรับในปัจจุบัน พร้อมแนวทางเตรียมวิดีโอสำหรับธุรกิจหน้าร้าน ธุรกิจบริการนอกสถานที่ และวิธีแก้ไขเมื่อการยืนยันไม่สำเร็จ

หมายเหตุ: Google สามารถเปลี่ยนวิธีและหน้าตาของระบบ Verification ได้ตลอดเวลา ก่อนดำเนินการควรตรวจสอบตัวเลือกที่ปรากฏใน Business Profile และเอกสาร Google Business Profile Help อีกครั้ง

หัวข้อ

การยืนยัน Google Business Profile คืออะไร?

Business Verification คือกระบวนการที่ Google ใช้ตรวจสอบข้อมูลสำคัญ เช่น

  • ธุรกิจมีอยู่และดำเนินงานจริง
  • ธุรกิจมีคุณสมบัติสร้าง Business Profile
  • สถานที่หรือพื้นที่บริการถูกต้อง
  • ผู้ยืนยันเป็นเจ้าของหรือผู้แทนที่มีสิทธิ์
  • ข้อมูลธุรกิจไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อสแปมหรือแอบอ้าง

เฉพาะเจ้าของธุรกิจหรือผู้แทนที่ได้รับอนุญาตเท่านั้นที่ควรยืนยันและจัดการโปรไฟล์ หากใช้บริษัท SEO หรือเอเจนซีช่วยดำเนินการ เจ้าของธุรกิจควรเป็นเจ้าของหลักของโปรไฟล์และเพิ่มเอเจนซีเป็นผู้จัดการแทนการมอบบัญชีส่วนตัวให้ผู้อื่น

ธุรกิจแบบใดมีสิทธิ์สร้าง Google Business Profile?

โดยทั่วไป ธุรกิจต้องมีการติดต่อกับลูกค้าแบบพบกันจริงในช่วงเวลาทำการที่ระบุ

ตัวอย่างธุรกิจที่อาจมีสิทธิ์ ได้แก่

  • ร้านอาหาร
  • คาเฟ่
  • คลินิก
  • โรงแรม
  • ร้านค้า
  • สำนักงานที่รับลูกค้า
  • ช่างแอร์หรือช่างไฟที่เดินทางไปหาลูกค้า
  • บริการทำความสะอาดนอกสถานที่
  • ธุรกิจแบบ Hybrid ที่มีทั้งหน้าร้านและบริการถึงลูกค้า

ธุรกิจที่ดำเนินงานออนไลน์อย่างเดียวและไม่มีการพบลูกค้าแบบตัวต่อตัว เช่น ร้านค้าออนไลน์ที่ไม่มีหน้าร้านหรือบริการนอกสถานที่ โดยทั่วไปไม่มีสิทธิ์สร้าง Business Profile

ธุรกิจออนไลน์อย่างเดียวกับธุรกิจ Service Area ต่างกันอย่างไร?

ธุรกิจออนไลน์อย่างเดียว

  • ขายหรือให้บริการผ่านอินเทอร์เน็ตเท่านั้น
  • ไม่มีหน้าร้าน
  • ไม่เดินทางไปพบลูกค้า
  • ไม่มีการให้บริการแบบพบกันจริง

ธุรกิจลักษณะนี้โดยทั่วไปไม่มีสิทธิ์สร้าง Google Business Profile

Service Area Business

  • ไม่มีหน้าร้านรับลูกค้า
  • แต่เดินทางไปให้บริการที่บ้านหรือสถานที่ของลูกค้า
  • เช่น ช่างแอร์ ช่างไฟ ช่างประปา หรือบริการทำความสะอาด

ธุรกิจ Service Area สามารถมี Business Profile ได้ แต่ไม่ควรแสดงที่อยู่ต่อสาธารณะ หากไม่ได้รับลูกค้าที่สถานที่ตั้งของธุรกิจ

ทำไม Google ต้องยืนยันธุรกิจ?

Google ใช้กระบวนการ Verification เพื่อลดปัญหา เช่น

  • ธุรกิจปลอม
  • หมุดสถานที่ที่ไม่มีอยู่จริง
  • การแอบอ้างเป็นเจ้าของธุรกิจ
  • การยึดโปรไฟล์ของผู้อื่น
  • การใช้ที่อยู่เสมือน
  • การสร้างหลายโปรไฟล์สำหรับธุรกิจเดียวกัน
  • การเพิ่มข้อมูลเพื่อควบคุมอันดับ Google Maps

การยืนยันไม่ได้รับประกันว่าธุรกิจจะติดอันดับสูง แต่เป็นขั้นตอนพื้นฐานในการพิสูจน์สิทธิ์การจัดการโปรไฟล์

Google ใช้วิธียืนยันธุรกิจแบบใดบ้าง?

วิธีที่อาจปรากฏในระบบ ได้แก่

  • บันทึกวิดีโอธุรกิจ
  • โทรศัพท์หรือข้อความ SMS
  • อีเมล
  • วิดีโอคอลสด
  • ไปรษณีย์
  • การยืนยันผ่านระบบหรือผลิตภัณฑ์ของ Google ในบางกรณี

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกธุรกิจจะได้รับทุกตัวเลือก Google เป็นผู้กำหนดวิธีที่เหมาะสม และเจ้าของธุรกิจไม่สามารถร้องขอให้เปลี่ยนเป็นโทรศัพท์ อีเมล หรือไปรษณีย์ได้ตามต้องการเสมอไป

บางกรณี Google อาจกำหนดให้ยืนยันมากกว่าหนึ่งวิธีเพื่อรักษาความถูกต้องของโปรไฟล์

ตารางเปรียบเทียบวิธียืนยัน Google Business Profile

วิธีการลักษณะข้อควรทราบ
บันทึกวิดีโอถ่ายสถานที่ การดำเนินงาน และสิทธิ์การจัดการเป็นวิธีที่พบได้บ่อย ต้องถ่ายสดผ่านระบบ
โทรศัพท์หรือ SMSรับรหัสจากเบอร์ที่ระบบกำหนดมีเฉพาะโปรไฟล์ที่ได้รับตัวเลือก
อีเมลรับลิงก์หรือรหัสทางอีเมลต้องใช้อีเมลที่ระบบแสดง
วิดีโอคอลสดแสดงธุรกิจให้เจ้าหน้าที่ดูแบบเรียลไทม์ไม่ได้เปิดให้ทุกธุรกิจ
ไปรษณีย์รับรหัสตามที่อยู่ธุรกิจไม่ได้มีให้ทุกโปรไฟล์
การยืนยันอัตโนมัติระบบตรวจสอบจากข้อมูลที่ Google มีเกิดขึ้นเฉพาะบางกรณี

ควรใช้เฉพาะวิธีที่ปรากฏบนหน้าจอ Business Profile ของธุรกิจในขณะนั้น

ก่อนยืนยันธุรกิจควรเตรียมอะไรบ้าง?

1. ชื่อธุรกิจที่ใช้จริง

ชื่อใน Business Profile ควรตรงกับชื่อที่ธุรกิจใช้และเป็นที่รู้จักในโลกจริง เช่น

  • ป้ายหน้าร้าน
  • เว็บไซต์
  • ใบเสร็จ
  • นามบัตร
  • เอกสารธุรกิจ
  • สื่อประชาสัมพันธ์

ไม่ควรเพิ่มคีย์เวิร์ด บริการ ราคา พื้นที่ หรือข้อความส่งเสริมการขายลงในชื่อธุรกิจ หากไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของชื่อจริง

ตัวอย่างที่ควรหลีกเลี่ยง:

คลินิกทันตกรรมหาดใหญ่ จัดฟัน รากฟันเทียม ราคาถูก อันดับ 1

Google กำหนดให้ธุรกิจแสดงชื่อ ที่อยู่ และข้อมูลตามที่ใช้จริง รวมถึงควรมีเพียงหนึ่งโปรไฟล์ต่อสถานที่หนึ่งแห่ง

2. ประเภทธุรกิจที่ถูกต้อง

ต้องแยกให้ออกว่าธุรกิจเป็น

  • Storefront Business
  • Service Area Business
  • Hybrid Business

Storefront Business

ลูกค้าเดินทางมาใช้บริการที่สถานที่ของธุรกิจในเวลาทำการ และสถานที่ควรมีป้ายธุรกิจแบบถาวร

Service Area Business

ธุรกิจเดินทางไปให้บริการที่สถานที่ของลูกค้า และไม่รับลูกค้าที่ที่อยู่ของธุรกิจ

Hybrid Business

มีสถานที่รับลูกค้าและเดินทางไปให้บริการลูกค้านอกสถานที่ด้วย เช่น ร้านอาหารที่ให้บริการในร้านและจัดส่งอาหาร

การเลือกผิดประเภทอาจทำให้หลักฐานในวิดีโอไม่ตรงกับข้อมูลที่ Google ต้องการตรวจสอบ

3. ที่อยู่และตำแหน่งหมุด

ที่อยู่ต้องเป็นสถานที่ดำเนินงานจริงและระบุตำแหน่งอย่างแม่นยำ

ไม่ควรใช้

  • ตู้ไปรษณีย์
  • Mailbox
  • ที่อยู่เช่าเพื่อรับจดหมายอย่างเดียว
  • สำนักงานเสมือนที่ธุรกิจไม่ได้ดำเนินงานจริง
  • Co-working Space ที่ไม่มีป้าย ไม่มีพนักงานประจำ และไม่รับลูกค้า

ธุรกิจใน Co-working Space อาจใช้ที่อยู่ได้เฉพาะเมื่อมีสำนักงานจริง มีป้ายชัดเจน มีพนักงานของธุรกิจประจำ และรับลูกค้าในเวลาทำการ ส่วนธุรกิจ Service Area ที่ไม่รับลูกค้า ณ ที่อยู่ควรซ่อนที่อยู่จากสาธารณะ

4. ป้ายธุรกิจ

สำหรับธุรกิจหน้าร้านหรือ Hybrid ควรมีป้ายแบบถาวรที่แสดงชื่อเดียวกับ Business Profile

ป้ายอาจติดอยู่บน

  • ป้ายหน้าร้าน
  • ผนัง
  • กระจก
  • ทางเข้า
  • อาคาร

กระดาษที่พิมพ์ขึ้นชั่วคราวเพื่อถ่ายวิดีโออาจไม่แสดงให้เห็นว่าธุรกิจมีสถานที่ตั้งถาวรจริง

หากไม่มีป้ายถาวรและไม่ได้รับลูกค้าที่สถานที่นั้น ควรพิจารณาตั้งค่าเป็น Service Area Business แทน

5. หลักฐานการดำเนินงาน

เตรียมสิ่งที่แสดงว่าธุรกิจดำเนินงานจริง เช่น

  • สินค้า
  • อุปกรณ์เฉพาะทาง
  • ห้องบริการ
  • โต๊ะทำงาน
  • รถของธุรกิจ
  • เครื่องมือช่าง
  • ห้องครัว
  • พื้นที่เก็บสินค้า
  • เสื้อหรือเอกสารที่มีชื่อธุรกิจ
  • ระบบ POS

6. หลักฐานสิทธิ์การจัดการ

ควรแสดงสิ่งที่บุคคลทั่วไปเข้าถึงไม่ได้ เช่น

  • ใช้กุญแจเปิดร้าน
  • เปิดห้องเก็บของ
  • เปิดเครื่องคิดเงิน
  • เข้าใช้ระบบ POS
  • เข้าเขตสำหรับพนักงาน
  • ปลดล็อกรถที่ใช้ในธุรกิจ
  • แสดงใบอนุญาต ใบแจ้งหนี้ หรือเอกสารสาธารณูปโภคที่มีชื่อธุรกิจ

ไม่ควรถ่ายเลขบัตรประชาชน เลขบัญชี เลขภาษี หรือข้อมูลส่วนตัวที่ไม่จำเป็นลงในวิดีโอ

วิธียืนยันผ่านการบันทึกวิดีโอ

Video Verification ใช้ได้กับธุรกิจหน้าร้าน ธุรกิจ Service Area และธุรกิจ Hybrid แต่สิ่งที่ต้องแสดงจะแตกต่างกันตามประเภทธุรกิจ

วิดีโอต้อง

  • ถ่ายแบบสดผ่าน Business Profile
  • เป็นวิดีโอเดียวต่อเนื่อง
  • ไม่มีการตัดต่อ
  • มีความยาวอย่างน้อย 30 วินาที
  • ถ่ายและอัปโหลดผ่านอุปกรณ์มือถือ
  • ไม่ใช้วิดีโอที่ถ่ายเก็บไว้ก่อนหน้า
  • ไม่แสดงใบหน้าของบุคคลอื่นหรือข้อมูลที่ละเอียดอ่อนโดยไม่จำเป็น

ขั้นตอนส่งวิดีโอยืนยันธุรกิจ

หน้าตาเมนูอาจเปลี่ยนตามอุปกรณ์และการอัปเดตของ Google แต่ขั้นตอนหลักในปัจจุบันคือ

  1. เปิด Business Profile ผ่านโทรศัพท์มือถือ
  2. กด Get verified หรือ ยืนยัน
  3. เลือก Business video
  4. อ่านข้อกำหนดที่ระบบแสดง
  5. อนุญาตการเข้าถึงตำแหน่ง กล้อง และไมโครโฟน หากระบบร้องขอ
  6. กดเริ่มบันทึก
  7. ถ่ายหลักฐานให้ครบในวิดีโอเดียว
  8. หยุดบันทึก
  9. ตรวจสอบวิดีโอก่อนส่ง
  10. ถ้าข้อมูลไม่ครบ ให้เลือกถ่ายใหม่
  11. กด Upload video

Google ระบุว่าการตรวจสอบวิดีโออาจใช้เวลาสูงสุด 5 วันทำการ

ธุรกิจหน้าร้านควรถ่ายอะไรในวิดีโอ?

วิดีโอควรพิสูจน์ให้ได้สามเรื่อง

1. สถานที่ตั้ง

แสดงบริเวณโดยรอบ เช่น

  • ชื่อถนน
  • เลขที่อาคาร
  • อาคารใกล้เคียง
  • ร้านข้างเคียง
  • จุดสังเกต
  • ทางเข้าอาคาร

2. ธุรกิจมีอยู่จริง

แสดง

  • หน้าร้าน
  • ป้ายถาวร
  • พื้นที่บริการ
  • สินค้า
  • ห้องทำงาน
  • บรรยากาศภายใน

ชื่อบนป้ายควรตรงกับชื่อ Business Profile

3. ผู้ถ่ายมีสิทธิ์จัดการ

แสดงการเข้าถึงพื้นที่หรือระบบสำหรับพนักงาน เช่น

  • เปิดร้านด้วยกุญแจ
  • เปิดเครื่องคิดเงิน
  • เปิดครัว
  • เปิดห้องเก็บของ
  • ใช้ระบบ POS

Google ระบุให้ธุรกิจหน้าร้านแสดงสถานที่ ป้ายที่มีชื่อธุรกิจ และหลักฐานการจัดการที่บุคคลทั่วไปไม่สามารถเข้าถึงได้

ลำดับวิดีโอสำหรับธุรกิจหน้าร้าน

ตัวอย่างลำดับที่เข้าใจง่าย:

  1. เริ่มจากถนนหรือบริเวณหน้าอาคาร
  2. ถ่ายป้ายถนนและเลขที่อาคาร
  3. เลื่อนไปยังป้ายชื่อธุรกิจ
  4. ใช้กุญแจเปิดประตู
  5. เดินเข้าสู่ภายในร้าน
  6. แสดงสินค้าและพื้นที่บริการ
  7. เปิดเครื่องคิดเงินหรือระบบ POS
  8. แสดงพื้นที่สำหรับพนักงาน
  9. จบวิดีโอ

ต้องถ่ายต่อเนื่องโดยไม่ตัดต่อ

ธุรกิจ Service Area ควรถ่ายอะไร?

Service Area Business ไม่มีหน้าร้านรับลูกค้า จึงไม่จำเป็นต้องทำป้ายหน้าบ้านเพื่อแสดงต่อสาธารณะ แต่ยังต้องแสดงว่าธุรกิจตั้งอยู่และดำเนินงานจริง

ควรถ่าย

1. บริเวณที่ธุรกิจตั้งอยู่

  • ชื่อถนน
  • เลขที่อาคาร
  • จุดสังเกตใกล้บ้านหรือสำนักงาน
  • บริเวณที่สอดคล้องกับที่อยู่ที่แจ้งแก่ Google

2. อุปกรณ์หรือหลักฐานการดำเนินงาน

  • เครื่องมือช่าง
  • อุปกรณ์เฉพาะทาง
  • รถที่ใช้ให้บริการ
  • ชุดยูนิฟอร์ม
  • นามบัตร
  • วัสดุทางการตลาด
  • พื้นที่เก็บอุปกรณ์
  • ตัวอย่างงานหรือสินค้า

3. สิทธิ์ในการจัดการธุรกิจ

  • ปลดล็อกรถของธุรกิจ
  • เปิดพื้นที่เก็บอุปกรณ์
  • แสดงใบแจ้งหนี้หรือใบอนุญาตที่มีชื่อธุรกิจ
  • แสดงการปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับบริการ

Google ระบุว่าธุรกิจ Service Area ที่ทำงานจากบ้านสามารถแสดงป้ายถนนหรือจุดสังเกตในบริเวณใกล้เคียง พร้อมอุปกรณ์และเอกสารทางธุรกิจได้

Service Area Business ควรแสดงที่อยู่หรือไม่?

หากไม่รับลูกค้าที่สถานที่ตั้ง ต้องซ่อนที่อยู่และระบุเฉพาะพื้นที่ให้บริการ

Google อนุญาตให้กำหนดพื้นที่บริการได้สูงสุด 20 พื้นที่ โดยใช้เมือง รหัสไปรษณีย์ หรือพื้นที่ที่ระบบรองรับ ไม่สามารถตั้งเป็นรัศมีรอบธุรกิจได้ และพื้นที่รวมโดยทั่วไปไม่ควรกว้างเกินประมาณสองชั่วโมงการขับรถจากฐานธุรกิจ

ธุรกิจที่ทำงานจากบ้านยืนยันได้หรือไม่?

ยืนยันได้เมื่อเป็นธุรกิจที่มีสิทธิ์ เช่น เดินทางไปให้บริการลูกค้าแบบพบกันจริง

สิ่งสำคัญคือ

  • ไม่แสดงที่อยู่บ้านต่อสาธารณะ หากไม่ได้รับลูกค้าที่บ้าน
  • ตั้งค่าเป็น Service Area Business
  • แสดงบริเวณใกล้เคียงเพื่อพิสูจน์ตำแหน่ง
  • แสดงเครื่องมือ อุปกรณ์ หรือรถที่ใช้ทำงาน
  • แสดงเอกสารที่ชื่อธุรกิจตรงกับโปรไฟล์
  • แสดงหลักฐานว่าผู้ถ่ายมีสิทธิ์จัดการธุรกิจ

ร้านค้าออนไลน์ที่ทำงานจากบ้านแต่จัดส่งสินค้าอย่างเดียว และไม่มีการพบลูกค้าแบบตัวต่อตัว อาจไม่มีสิทธิ์สร้าง Business Profile

ยืนยันผ่านวิดีโอคอลสด

บางธุรกิจอาจได้รับตัวเลือก Live Video Call ซึ่งเจ้าหน้าที่หรือระบบสนับสนุนจะขอให้แสดงข้อมูลผ่านกล้องแบบเรียลไทม์

ควรเตรียม

  • โทรศัพท์ที่มีกล้อง
  • อินเทอร์เน็ตเสถียร
  • ป้ายธุรกิจ
  • บริเวณโดยรอบ
  • พื้นที่ทำงาน
  • สินค้าหรืออุปกรณ์
  • หลักฐานสิทธิ์ในการเข้าถึง
  • เอกสารธุรกิจที่ไม่เปิดเผยข้อมูลเกินจำเป็น

Live Video Call ไม่ได้มีให้ทุกธุรกิจและอาจใช้ได้เฉพาะช่วงเวลาที่เจ้าหน้าที่รองรับ

ยืนยันผ่านโทรศัพท์หรือ SMS

หาก Google แสดงตัวเลือกโทรศัพท์หรือข้อความ ระบบจะส่งรหัสไปยังเบอร์ที่กำหนด

ควรตรวจสอบว่า

  • เบอร์รับสายหรือ SMS ได้
  • ไม่มีระบบตอบรับอัตโนมัติขวางการรับรหัส
  • ผู้ดำเนินการอยู่ที่ธุรกิจ
  • ไม่แก้ชื่อ ที่อยู่ หรือหมวดหมู่ระหว่างรอยืนยัน

ไม่สามารถเพิ่มเบอร์ใหม่เพื่อบังคับให้ระบบแสดงตัวเลือกนี้ได้เสมอไป

ยืนยันผ่านอีเมล

หากได้รับตัวเลือกอีเมล ให้ใช้เฉพาะอีเมลที่ Google แสดงในหน้าการยืนยัน

ดำเนินการตามลิงก์หรือรหัสภายในอีเมล และไม่ควรส่งต่ออีเมลยืนยันให้บุคคลที่ไม่มีสิทธิ์จัดการธุรกิจ

ยืนยันผ่านไปรษณีย์

บางโปรไฟล์อาจยังได้รับตัวเลือกส่งรหัสทางไปรษณีย์

ในช่วงรอรหัส ไม่ควรแก้ไขข้อมูลสำคัญ เช่น

  • ชื่อธุรกิจ
  • ที่อยู่
  • หมวดหมู่หลัก

เพราะอาจทำให้รหัสเดิมใช้งานไม่ได้หรือต้องเริ่มกระบวนการใหม่

ตัวเลือกนี้ไม่ได้มีให้ทุกธุรกิจ และควรทำตามคำแนะนำที่แสดงในโปรไฟล์เท่านั้น

Search Console ยืนยัน Business Profile ได้หรือไม่?

บางโปรไฟล์อาจได้รับการยืนยันโดยอัตโนมัติเมื่อ Google สามารถเชื่อมโยงผู้ดูแล Business Profile กับเว็บไซต์ที่ได้รับการยืนยันในระบบของ Google

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรเขียนเป็นขั้นตอนตายตัวว่า “ยืนยันผ่าน Search Console ได้ทุกธุรกิจ” เพราะระบบจะเป็นผู้พิจารณา และอาจยังขอวิดีโอหรือวิธีอื่นเพิ่มเติม

แนวทางที่เหมาะสมคือ

  • ยืนยัน Domain Property ใน Search Console
  • ใช้บัญชี Google เดียวกันเมื่อเหมาะสม
  • ให้เว็บไซต์แสดงชื่อ ที่อยู่ และเบอร์โทรที่ตรงกับ Business Profile
  • รอใช้วิธีที่ Google แสดงจริงในหน้า Verification

ระยะเวลาตรวจสอบใช้เวลานานแค่ไหน?

Google ระบุว่าการตรวจสอบเพื่อรักษาความถูกต้องของ Business Profile อาจใช้เวลาสูงสุด 5 วันทำการ และบางกรณีอาจยืนยันได้ทันที

จึงควรเขียนว่า

โดยทั่วไป Google อาจใช้เวลาตรวจสอบสูงสุดประมาณ 5 วันทำการ แต่ระยะเวลาจริงอาจแตกต่างกัน และบางกรณีอาจต้องส่งข้อมูลหรือยืนยันเพิ่มเติม

ไม่ควรรับประกันว่า

  • ผ่านใน 24 ชั่วโมง
  • ผ่านภายใน 1–3 วัน
  • ผ่านแน่นอนภายใน 7 วัน

หากเกินเวลาที่ระบบแจ้ง ควรตรวจสถานะใน Business Profile และใช้ช่องทาง Contact us ของ Google Business Profile Help

สาเหตุที่วิดีโอยืนยันไม่ผ่าน

สาเหตุที่ Google อาจแจ้ง ได้แก่

  • ไม่เห็นชื่อธุรกิจบนป้าย
  • ไม่เห็นบริเวณโดยรอบ
  • ไม่เห็นเลขที่อาคารหรือจุดสังเกต
  • ชื่อบนป้ายไม่ตรงกับชื่อในโปรไฟล์
  • ไม่แสดงสินค้า อุปกรณ์ หรือพื้นที่ทำงาน
  • ไม่แสดงหลักฐานสิทธิ์ในการจัดการ
  • วิดีโอถูกตัดต่อ
  • ใช้วิดีโอที่ถ่ายไว้ล่วงหน้า
  • ถ่ายคนอื่นหรือข้อมูลส่วนตัวมากเกินไป
  • ธุรกิจตั้งประเภท Storefront แต่ไม่มีป้ายถาวร
  • แสดงที่อยู่ที่ไม่ใช่สถานที่ดำเนินงานจริง

Google จะแสดงเหตุผลที่วิดีโอไม่ผ่านในบางกรณี และอนุญาตให้กด Review issues เพื่อดูสิ่งที่ขาดก่อนถ่ายใหม่

ระบบขอให้ส่งวิดีโอใหม่ต้องทำอย่างไร?

ไม่ควรถ่ายวิดีโอเดิมซ้ำโดยไม่แก้ไข

ให้ดำเนินการดังนี้

  1. เปิด Business Profile ผ่านมือถือ
  2. กด Review issues
  3. อ่านเหตุผลที่ระบบแจ้ง
  4. จดรายการหลักฐานที่ขาด
  5. วางแผนลำดับการถ่ายใหม่
  6. ถ่ายสิ่งที่เคยแสดงทั้งหมด
  7. เพิ่มหลักฐานที่ขาด
  8. ตรวจสอบวิดีโอก่อนอัปโหลด
  9. ส่งวิดีโอใหม่

Google ระบุว่าการส่งใหม่ควรรวมทั้งข้อมูลจากวิดีโอแรกและข้อมูลที่ขาดหายไป

โปรไฟล์ขึ้น Pending หรือ Processing ควรทำอย่างไร?

ยังไม่เกินระยะเวลาที่แจ้ง

รอให้ Google ตรวจสอบและหลีกเลี่ยงการแก้ข้อมูลสำคัญซ้ำ ๆ

เกินประมาณ 5 วันทำการ

ตรวจสอบ

  • อีเมลจาก Google
  • การแจ้งเตือนใน Business Profile
  • ปุ่ม Review issues
  • สถานะ Verification
  • บัญชี Google ที่ใช้งาน
  • ว่ามีโปรไฟล์ซ้ำหรือไม่

หากยังไม่มีความคืบหน้า ให้ใช้ Contact us ใน Google Business Profile Help พร้อมเตรียม

  • ชื่อธุรกิจ
  • ที่อยู่หรือพื้นที่บริการ
  • Business Profile ID
  • ภาพหน้าร้านหรืออุปกรณ์
  • หลักฐานการดำเนินงาน
  • ภาพหน้าจอสถานะ
  • หมายเลขเคสเดิม หากมี

Google มีช่องทาง Contact us ในหน้าความช่วยเหลือสำหรับกรณีที่ลองใช้วิธียืนยันที่มีให้แล้วแต่ยังพบปัญหา

แก้ไขข้อมูลแล้วถูกขอให้ยืนยันใหม่

Google อาจขอ Re-verification เมื่อมีการเปลี่ยนข้อมูลที่สำคัญ เช่น

  • ชื่อธุรกิจ
  • ที่อยู่
  • ประเภทธุรกิจ
  • การย้ายสถานที่
  • การเปลี่ยนจาก Storefront เป็น Service Area
  • การเปลี่ยนข้อมูลที่ทำให้ Google ต้องตรวจสอบความถูกต้องใหม่

หากถูกขอให้ยืนยันใหม่ ให้ใช้วิธีที่แสดงในโปรไฟล์และเตรียมหลักฐานตามข้อมูลล่าสุด

ไม่มีป้ายหน้าร้านควรทำอย่างไร?

ต้องพิจารณารูปแบบธุรกิจ

รับลูกค้าที่สถานที่จริง

ควรมีป้ายชื่อธุรกิจแบบถาวรที่ตรงกับ Business Profile ก่อนยืนยัน

ไม่รับลูกค้าที่สถานที่

ควรตั้งค่าเป็น Service Area Business ซ่อนที่อยู่ และใช้หลักฐานอื่น เช่น อุปกรณ์ รถธุรกิจ เอกสาร และพื้นที่ปฏิบัติงาน

ไม่ควรนำป้ายชั่วคราวมาติดเพียงเพื่อให้ผ่านการยืนยัน เพราะอาจขัดกับข้อมูลและการดำเนินงานจริงของธุรกิจ

ธุรกิจในคอนโดหรือบ้านพักสามารถแสดงที่อยู่ได้หรือไม่?

แสดงได้เฉพาะเมื่อ

  • รับลูกค้าที่สถานที่จริง
  • มีพนักงานอยู่ในเวลาทำการ
  • สถานที่สามารถรับลูกค้าได้
  • มีป้ายถาวรตามที่ Google กำหนด
  • ไม่ขัดกับกฎของอาคารหรือกฎหมายท้องถิ่น

หากทำงานจากบ้านแต่ไปให้บริการลูกค้านอกสถานที่ ควรซ่อนที่อยู่และตั้งเป็น Service Area Business

ข้อผิดพลาดที่ควรหลีกเลี่ยง

ใช้ที่อยู่ปลอม

ต้องใช้สถานที่จริงที่ธุรกิจดำเนินงานหรือเป็นฐานสำหรับบริการนอกสถานที่

ใช้สำนักงานเสมือน

ที่อยู่สำหรับรับจดหมายอย่างเดียวไม่มีสิทธิ์ใช้เป็น Business Profile

สร้างหลายโปรไฟล์ซ้ำ

ธุรกิจหนึ่งแห่งควรมีหนึ่งโปรไฟล์ เว้นแต่เข้าหลักเกณฑ์เฉพาะ เช่น แผนกหรือผู้ประกอบวิชาชีพรายบุคคล

ยัดคีย์เวิร์ดในชื่อ

ชื่อควรเป็นชื่อที่ใช้จริง ไม่ใช่รายการบริการและพื้นที่

แสดงที่อยู่ของ Service Area Business

หากไม่รับลูกค้าที่สถานที่ตั้ง ต้องซ่อนที่อยู่

ซื้อบริการรับประกันการยืนยัน

ไม่มีผู้ให้บริการภายนอกที่สามารถรับประกันว่า Google จะอนุมัติทุกกรณี การใช้ข้อมูลหรือหลักฐานปลอมอาจทำให้โปรไฟล์หรือบัญชีถูกระงับ

ส่งเอกสารส่วนตัวมากเกินไป

แสดงเฉพาะข้อมูลที่จำเป็นและปิดบังเลขประจำตัว เลขบัญชี และข้อมูลที่ละเอียดอ่อน

หลังยืนยันธุรกิจแล้วควรทำอะไรต่อ?

เมื่อยืนยันสำเร็จแล้ว ควรปรับโปรไฟล์ให้ครบ ได้แก่

  • ตรวจสอบชื่อและหมวดหมู่
  • อัปเดตเวลาเปิด
  • เพิ่มเบอร์โทรและเว็บไซต์
  • เพิ่มคำอธิบายธุรกิจ
  • เพิ่มสินค้าและบริการ
  • เพิ่มรูปภาพจริง
  • เพิ่มเมนูหรือช่องทางจอง
  • ขอรีวิวจากลูกค้าที่ใช้บริการจริง
  • ตอบรีวิว
  • ตรวจสอบข้อมูลทุกช่องทางให้ตรงกัน
  • เริ่มทำ Google Maps SEO และ Local SEO

การยืนยันเป็นเพียงการพิสูจน์สิทธิ์ ไม่ใช่การรับประกันอันดับ Google Maps

Checklist ก่อนถ่ายวิดีโอยืนยัน

ข้อมูลโปรไฟล์

  • ชื่อธุรกิจตรงกับชื่อที่ใช้จริง
  • หมวดหมู่ตรงกับธุรกิจ
  • ที่อยู่หรือพื้นที่บริการถูกต้อง
  • ไม่มีโปรไฟล์ซ้ำ
  • เลือก Storefront, Service Area หรือ Hybrid ถูกต้อง

สถานที่

  • มีเลขที่อาคารหรือจุดสังเกต
  • มีป้ายถาวร หากเป็นหน้าร้าน
  • พื้นที่สอดคล้องกับที่แจ้งในโปรไฟล์
  • ไม่ใช้สำนักงานเสมือน

การดำเนินงาน

  • มีสินค้า บริการ หรืออุปกรณ์ให้ถ่าย
  • มีพื้นที่ทำงานจริง
  • มีรถหรือเครื่องมือ หากเป็น Service Area
  • มีเอกสารที่ชื่อธุรกิจตรงกัน หากจำเป็น

สิทธิ์การจัดการ

  • มีกุญแจเปิดพื้นที่
  • เข้าถึงระบบ POS หรือพื้นที่พนักงานได้
  • เข้าถึงรถหรืออุปกรณ์ของธุรกิจได้
  • ไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนตัวเกินจำเป็น

การถ่าย

  • ใช้โทรศัพท์มือถือ
  • ถ่ายผ่าน Business Profile
  • ถ่ายวิดีโอสด
  • วิดีโอเดียวต่อเนื่อง
  • ไม่ตัดต่อ
  • ความยาวอย่างน้อย 30 วินาที
  • ไม่ถ่ายใบหน้าบุคคลอื่น
  • ตรวจวิดีโอก่อนอัปโหลด

สรุป

การยืนยัน Google Business Profile เป็นขั้นตอนที่ Google ใช้ตรวจสอบว่าธุรกิจมีสิทธิ์สร้างโปรไฟล์ และผู้ดำเนินการมีอำนาจจัดการธุรกิจจริง

ประเด็นสำคัญที่เจ้าของธุรกิจควรรู้คือ

  1. Google เป็นผู้กำหนดวิธียืนยัน
  2. ไม่ใช่ทุกธุรกิจจะได้ตัวเลือกโทรศัพท์ อีเมล หรือไปรษณีย์
  3. บางกรณีอาจต้องยืนยันมากกว่าหนึ่งวิธี
  4. วิดีโอต้องถ่ายสดผ่านมือถือและไม่มีการตัดต่อ
  5. ต้องแสดงสถานที่ การดำเนินงาน และสิทธิ์การจัดการ
  6. ธุรกิจ Service Area ไม่จำเป็นต้องมีหน้าร้าน แต่ต้องมีการพบลูกค้าแบบตัวต่อตัว
  7. ธุรกิจออนไลน์อย่างเดียวโดยทั่วไปไม่มีสิทธิ์สร้าง Business Profile
  8. การตรวจสอบอาจใช้เวลาสูงสุด 5 วันทำการ
  9. หากวิดีโอไม่ผ่าน ควรอ่าน Review issues แล้วถ่ายใหม่ให้ครบ
  10. ขั้นตอน Verification สามารถเปลี่ยนได้ จึงควรตรวจเอกสารทางการก่อนเผยแพร่หรือดำเนินการจริง

คำถามที่พบบ่อย

ยืนยัน Google Business Profile ใช้เวลานานแค่ไหน?

Google ระบุว่าการตรวจสอบอาจใช้เวลาสูงสุด 5 วันทำการ และบางกรณีอาจยืนยันได้ทันที หากเกินเวลาที่ระบบแจ้งควรตรวจสถานะและติดต่อฝ่ายสนับสนุน

สามารถเลือกยืนยันทางโทรศัพท์แทนวิดีโอได้หรือไม่?

ไม่เสมอไป Google เป็นผู้กำหนดวิธีที่ปรากฏในแต่ละโปรไฟล์ หากระบบแสดงเฉพาะวิดีโอ ต้องลองใช้วิดีโอก่อน

ไม่มีหน้าร้านสามารถยืนยันได้หรือไม่?

ได้ หากเป็น Service Area Business ที่เดินทางไปพบหรือให้บริการลูกค้า แต่ต้องซ่อนที่อยู่หากไม่ได้รับลูกค้าที่สถานที่ตั้ง

ธุรกิจออนไลน์สามารถยืนยันได้หรือไม่?

ธุรกิจออนไลน์อย่างเดียวที่ไม่มีการพบลูกค้าแบบตัวต่อตัว โดยทั่วไปไม่มีสิทธิ์สร้าง Google Business Profile

ทำงานจากบ้านยืนยันได้หรือไม่?

ได้ เมื่อธุรกิจมีสิทธิ์และให้บริการลูกค้าแบบพบกันจริง หากไม่รับลูกค้าที่บ้านควรตั้งเป็น Service Area Business และซ่อนที่อยู่

วิดีโอต้องยาวเท่าไร?

Google กำหนดว่าต้องมีความยาวอย่างน้อย 30 วินาที และต้องเป็นวิดีโอเดียวต่อเนื่อง ถ่ายสดผ่าน Business Profile บนอุปกรณ์มือถือ

สามารถถ่ายวิดีโอไว้ก่อนแล้วอัปโหลดได้หรือไม่?

ไม่ได้ Google กำหนดให้บันทึกสดและอัปโหลดผ่าน Business Profile ไม่อนุญาตให้ใช้วิดีโอที่ถ่ายเก็บไว้ล่วงหน้า

ไม่มีป้ายธุรกิจจะยืนยันได้หรือไม่?

หากเป็นธุรกิจหน้าร้าน ควรมีป้ายถาวรที่ตรงกับชื่อ Business Profile หากไม่รับลูกค้าที่สถานที่ตั้ง ควรใช้รูปแบบ Service Area Business และแสดงหลักฐานการดำเนินงานอื่นแทน

ยืนยันไม่ผ่านควรทำอย่างไร?

เปิด Review issues ตรวจเหตุผลที่ไม่ผ่าน แล้วถ่ายวิดีโอใหม่โดยเพิ่มหลักฐานที่ขาด หากยังไม่สำเร็จหลังลองวิธีที่ระบบมีให้แล้ว ให้ติดต่อ Google Business Profile Support

ยืนยันแล้วจะติดอันดับ Google Maps ทันทีหรือไม่?

ไม่ การยืนยันเป็นการพิสูจน์สิทธิ์จัดการโปรไฟล์ อันดับยังขึ้นอยู่กับความเกี่ยวข้อง ระยะทาง ความโดดเด่น และปัจจัย Local Search อื่น

อย่ารอช้า! ให้ KNmasters ดูแลธุรกิจของคุณวันนี้!

หากคุณต้องการข้อมูลเพิ่มเติมหรืออยากเริ่มใช้บริการกับ KNmasters เราพร้อมช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโตด้วยกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ครบวงจร

ป้ายกำกับ : Google Maps

บทความที่เกี่ยวข้อง

Logo KNmasters

SEO สำหรับธุรกิจ B2B สร้างลูกค้าคุณภาพจาก Search E...

SEO สำหรับธุรกิจ B2B ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงทำให้เว็บไซต์ติดอันดับบน Google หรือเพ...
Logo KNmasters

วิธีทำ SEO สำหรับอสังหาริมทรัพย์ เพิ่มลีดโดยไม่ต้อ...

ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่การแข่งขันสูงขึ้นทุกปี การพึ่งพา Facebook Ads, Google Ad...
Logo KNmasters

เทคนิค SEO สำหรับคลินิกความงาม ดันลูกค้าใหม่จาก Go...

ก่อนตัดสินใจใช้บริการด้านความงาม ลูกค้าจำนวนมากเริ่มต้นจากการค้นหาข้อมูลบน Googl...
russia-moscow-october-18-2020-close-up-google-applications-android-smartphone-including-google-gmail-maps-youtube

วิธีเพิ่มรีวิว Google Maps อย่างถูกต้อง เพิ่มความน...

รีวิว Google Maps เป็นข้อมูลสำคัญที่ช่วยให้ผู้ใช้ประเมินความน่าเชื่อถือ คุณภาพสิ...
russia-moscow-october-18-2020-close-up-google-applications-android-smartphone-including-google-gmail-maps-youtube

วิธีเปลี่ยนชื่อร้านบน Google Maps อัปเดตล่าสุด พร้...

การเปลี่ยนชื่อร้านบน Google Maps สามารถทำได้ผ่าน Google Business Profile เมื่อธุ...
KNMASTERS

ผู้ช่วยที่จะขับเคลื่อนธุรกิจของคุณให้เติบโตอย่างมั่นคง

หากคุณกำลังมองหาทีมที่เข้าใจธุรกิจของคุณจริงๆ และพร้อมเปลี่ยนไอเดียให้กลายเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ KNmasters พร้อมอยู่เคียงข้างเพื่อให้คำปรึกษา วางกลยุทธ์ และสร้างแนวทางที่เหมาะกับคุณ เราช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้อย่างยั่งยืนในโลกออนไลน์