20 CMS ยอดนิยม เลือกระบบไหนดีให้เหมาะกับเว็บไซต์ของคุณ?

/
/
20 CMS ยอดนิยม เลือกระบบไหนดีให้เหมาะกับเว็บไซต์ของคุณ?
Advanced SEO & Backlink Strategy
หมวดหมู่:Digital Marketing

การสร้างเว็บไซต์ในปัจจุบันไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการเขียนโค้ดทั้งหมด เพราะมีระบบ CMS หรือ Content Management System ที่ช่วยให้เจ้าของเว็บไซต์สามารถเพิ่ม แก้ไข จัดหมวดหมู่ และเผยแพร่เนื้อหาผ่านหน้าจัดการหลังบ้านได้ง่ายขึ้น

อย่างไรก็ตาม CMS แต่ละระบบถูกออกแบบมาเพื่อวัตถุประสงค์แตกต่างกัน บางระบบเหมาะกับเว็บไซต์บริษัท บางระบบโดดเด่นด้านร้านค้าออนไลน์ ขณะที่บางระบบเหมาะกับองค์กรขนาดใหญ่หรือเว็บไซต์ที่ต้องเชื่อมต่อหลายช่องทาง

บทความนี้รวบรวม 20 CMS ยอดนิยม พร้อมจุดเด่น ข้อจำกัด และประเภทเว็บไซต์ที่เหมาะสม เพื่อช่วยให้คุณเลือกแพลตฟอร์มที่ตอบโจทย์ธุรกิจมากที่สุด

หมายเหตุ: ลำดับในบทความไม่ได้หมายถึงอันดับความนิยมแบบตายตัว แต่จัดเรียงจากระบบที่พบเห็นได้บ่อย ไปจนถึง CMS เฉพาะทางสำหรับองค์กรและนักพัฒนา

หัวข้อ

CMS คืออะไร?

CMS ย่อมาจาก Content Management System หมายถึงระบบสำหรับสร้าง จัดการ แก้ไข และเผยแพร่เนื้อหาบนเว็บไซต์ผ่านหน้าแดชบอร์ด โดยผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ดทุกครั้งที่ต้องการเพิ่มบทความ รูปภาพ สินค้า หรือหน้าเว็บไซต์

CMS ส่วนใหญ่มักประกอบด้วยฟังก์ชันสำคัญ เช่น

  • ระบบสร้างและแก้ไขหน้าเว็บไซต์
  • ระบบจัดการบทความและหมวดหมู่
  • ระบบอัปโหลดรูปภาพและไฟล์
  • ระบบจัดการผู้ใช้งานและสิทธิ์การเข้าถึง
  • ระบบธีมหรือเทมเพลต
  • ระบบปลั๊กอินหรือส่วนขยาย
  • เครื่องมือสำหรับ SEO
  • ระบบสำรองและจัดการข้อมูล

การเลือก CMS ที่เหมาะสมช่วยลดต้นทุนการพัฒนา ทำให้ทีมงานดูแลเว็บไซต์ได้ง่าย และรองรับการขยายเว็บไซต์ในอนาคต


20 CMS ยอดนิยมสำหรับสร้างเว็บไซต์

1. WordPress

WordPress CMS ยอดนิยม เลือกระบบไหนดีให้เหมาะกับเว็บไซต์ของคุณ

WordPress เป็น CMS แบบ Open Source ที่สามารถนำไปสร้างเว็บไซต์ได้หลากหลาย ตั้งแต่บล็อก เว็บไซต์บริษัท เว็บไซต์ข่าว เว็บไซต์สมาชิก ไปจนถึงร้านค้าออนไลน์ผ่าน WooCommerce

จุดเด่นสำคัญคือมีธีมและปลั๊กอินจำนวนมาก ผู้ใช้งานจึงสามารถเพิ่มระบบจอง ระบบสมาชิก แบบฟอร์ม ระบบหลายภาษา หรือเครื่องมือ SEO ได้โดยไม่ต้องพัฒนาทุกอย่างใหม่ทั้งหมด

ข้อมูลจาก W3Techs ณ ปลายเดือนมิถุนายน 2026 ระบุว่า WordPress ยังคงครองสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของตลาดเว็บไซต์ที่ตรวจพบว่าใช้ CMS แม้ส่วนแบ่งจะลดลงจากปีก่อนเล็กน้อยก็ตาม

เหมาะกับ

  • เว็บไซต์บริษัทและธุรกิจบริการ
  • เว็บไซต์บทความและข่าว
  • เว็บไซต์ที่เน้น SEO
  • ร้านค้าออนไลน์ขนาดเล็กถึงกลาง
  • เว็บไซต์ที่ต้องการปรับแต่งฟังก์ชัน

ข้อจำกัด

เว็บไซต์ที่ติดตั้งปลั๊กอินจำนวนมากหรือไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมอาจมีปัญหาด้านความเร็ว ความเข้ากันได้ และความปลอดภัย จึงควรเลือกธีม ปลั๊กอิน และโฮสติ้งที่มีคุณภาพ

WordPress รองรับเว็บไซต์หลายประเภทและสามารถขยายความสามารถผ่านธีมและปลั๊กอินได้

อ่านเพิ่มเติม: WordPress คืออะไร?

2. Shopify

Shopify เป็นแพลตฟอร์มแบบ SaaS ที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อการทำ E-commerce โดยเฉพาะ ผู้ใช้งานสามารถจัดการสินค้า สต๊อก คำสั่งซื้อ การชำระเงิน การจัดส่ง และช่องทางการขายได้จากระบบเดียว

จุดเด่นคือเริ่มต้นร้านค้าได้รวดเร็ว มีธีมและแอปเสริมจำนวนมาก พร้อมระบบโฮสติ้งและความปลอดภัยที่ผู้ให้บริการดูแลให้

Shopify มีส่วนแบ่งตลาด CMS เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และอยู่ในกลุ่มระบบที่ได้รับความนิยมสูงรองจาก WordPress

เหมาะกับ

  • ร้านค้าออนไลน์
  • แบรนด์ที่ต้องการขายหลายช่องทาง
  • ธุรกิจที่ไม่ต้องการดูแลเซิร์ฟเวอร์
  • ร้านค้าที่ต้องการระบบหลังบ้านพร้อมใช้งาน

ข้อจำกัด

มีค่าบริการรายเดือน และอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากแอป ธีม หรือค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรม การปรับแต่งระบบเฉพาะทางอาจต้องใช้ผู้พัฒนาที่เข้าใจภาษา Liquid

Shopify วางตำแหน่งตัวเองเป็นแพลตฟอร์ม E-commerce แบบครบวงจรสำหรับสร้างและบริหารร้านค้าออนไลน์

3. Wix

Wix เป็นแพลตฟอร์มสร้างเว็บไซต์แบบ Drag & Drop เหมาะกับผู้ที่ต้องการสร้างเว็บไซต์ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องมีพื้นฐานการเขียนโค้ด

ภายในระบบมีเทมเพลต เครื่องมือ AI ระบบร้านค้าออนไลน์ ระบบนัดหมาย แบบฟอร์ม และเครื่องมือการตลาด ช่วยให้เจ้าของธุรกิจเปิดเว็บไซต์ได้รวดเร็ว

Wix อยู่ในกลุ่ม CMS ที่มีส่วนแบ่งตลาดสูง และมีสัดส่วนการใช้งานเพิ่มขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา

เหมาะกับ

  • เว็บไซต์ธุรกิจขนาดเล็ก
  • เว็บไซต์ส่วนตัว
  • Portfolio
  • เว็บไซต์ร้านอาหารหรือธุรกิจบริการ
  • ผู้เริ่มต้นสร้างเว็บไซต์

ข้อจำกัด

เมื่อเว็บไซต์มีโครงสร้างซับซ้อนมากขึ้น การจัดการและปรับแต่งเชิงลึกอาจไม่ยืดหยุ่นเท่า CMS แบบ Open Source อีกทั้งการย้ายเว็บไซต์ไปยังระบบอื่นอาจทำได้ไม่สะดวก

Wix มีเครื่องมือแบบลากวาง เทมเพลต เครื่องมือ AI โฮสติ้ง และโซลูชันทางธุรกิจอยู่ในแพลตฟอร์มเดียว

4. Squarespace

Squarespace เป็นเว็บไซต์สำเร็จรูปที่โดดเด่นด้านการออกแบบ เทมเพลตมีภาพลักษณ์ทันสมัยและเหมาะกับธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับความสวยงาม

ผู้ใช้งานสามารถสร้างหน้าเว็บไซต์ บล็อก Portfolio ร้านค้าออนไลน์ และระบบรับจองบริการผ่านเครื่องมือแบบลากวาง โดยไม่ต้องดูแลโฮสติ้งเอง

เหมาะกับ

  • ช่างภาพและนักออกแบบ
  • Portfolio
  • ร้านอาหารและคาเฟ่
  • ธุรกิจบริการ
  • แบรนด์ขนาดเล็ก

ข้อจำกัด

จำนวนส่วนขยายและความสามารถในการปรับแต่งเชิงลึกมีน้อยกว่า WordPress ระบบจึงเหมาะกับเว็บไซต์ที่มีขอบเขตฟังก์ชันชัดเจนมากกว่าเว็บไซต์ที่ต้องพัฒนาเฉพาะทาง

Squarespace ให้บริการเทมเพลต เครื่องมือแก้ไขแบบลากวาง และระบบสร้างเว็บไซต์แบบครบวงจร

5. Joomla

Joomla เป็น CMS แบบ Open Source ที่มีระบบจัดการเนื้อหา ผู้ใช้งาน เมนู และสิทธิ์การเข้าถึงค่อนข้างละเอียด สามารถใช้สร้างเว็บไซต์บริษัท เว็บไซต์องค์กร พอร์ทัล หรือชุมชนออนไลน์ได้

ระบบรองรับหลายภาษาและสามารถเพิ่มความสามารถผ่าน Extension จึงเหมาะกับเว็บไซต์ที่มีโครงสร้างซับซ้อนกว่าเว็บไซต์ธุรกิจทั่วไป

เหมาะกับ

  • เว็บไซต์องค์กร
  • เว็บไซต์หลายภาษา
  • เว็บไซต์สมาชิก
  • พอร์ทัลข้อมูล
  • เว็บไซต์ที่มีผู้ดูแลหลายระดับ

ข้อจำกัด

การเรียนรู้และดูแลระบบอาจซับซ้อนกว่า WordPress อีกทั้งจำนวนธีม ผู้พัฒนา และส่วนขยายในประเทศไทยมีน้อยกว่า

Joomla เป็น CMS ฟรีแบบ Open Source ที่รองรับเว็บไซต์และเว็บแอปพลิเคชัน รวมถึงมีระบบส่วนขยายสำหรับเพิ่มความสามารถ

6. Drupal

Drupal เป็น CMS แบบ Open Source ที่โดดเด่นด้านการจัดการข้อมูลแบบมีโครงสร้าง การกำหนดสิทธิ์ผู้ใช้งาน และการสร้างระบบที่มีความซับซ้อน

แพลตฟอร์มมีแนวคิดแบบ Modular สามารถเพิ่ม Module, Theme และเชื่อมต่อระบบภายนอกได้ จึงถูกนำไปใช้กับเว็บไซต์องค์กร สถาบัน และหน่วยงานที่ต้องการระบบจัดการเนื้อหาขนาดใหญ่

เหมาะกับ

  • เว็บไซต์องค์กรขนาดใหญ่
  • เว็บไซต์ภาครัฐ
  • มหาวิทยาลัยและสถาบัน
  • เว็บไซต์ที่มีข้อมูลหลายประเภท
  • เว็บไซต์ที่ต้องการ Workflow และสิทธิ์ผู้ใช้ละเอียด

ข้อจำกัด

มีความซับซ้อนในการติดตั้ง พัฒนา และดูแลสูงกว่า CMS ทั่วไป มักต้องอาศัยทีมพัฒนาที่มีประสบการณ์โดยตรง

Drupal ระบุว่าระบบให้ความสำคัญกับการสร้าง Structured Content ความยืดหยุ่น ความเป็นโมดูล และการเชื่อมต่อกับบริการภายนอก

7. Webflow

Webflow เป็นแพลตฟอร์มสร้างเว็บไซต์แบบ Visual Development ที่ให้ผู้ออกแบบควบคุม Layout, Animation และ Responsive Design ได้ละเอียดกว่าระบบลากวางทั่วไป

นอกจากการออกแบบแล้ว Webflow ยังมีระบบ CMS Collection สำหรับจัดการข้อมูลแบบมีโครงสร้าง เช่น บทความ ผลงาน สมาชิกทีม โครงการ หรือรายการอสังหาริมทรัพย์

เหมาะกับ

  • เว็บไซต์บริษัทที่เน้นงานออกแบบ
  • เว็บไซต์เอเจนซี
  • Landing Page
  • Portfolio
  • เว็บไซต์การตลาด

ข้อจำกัด

ผู้ใช้งานต้องเข้าใจพื้นฐาน HTML และ CSS จึงจะใช้ความสามารถของระบบได้เต็มที่ นอกจากนี้ค่าใช้จ่ายอาจเพิ่มขึ้นตามจำนวนผู้ใช้งาน จำนวนข้อมูล และพื้นที่เว็บไซต์

Webflow มีระบบ Visual CMS สำหรับออกแบบ จัดการ และเผยแพร่เนื้อหา พร้อมรองรับการเชื่อมต่อผ่าน API

8. Adobe Commerce หรือ Magento

Magento Open Source และ Adobe Commerce เป็นแพลตฟอร์ม E-commerce ที่รองรับโครงสร้างร้านค้าขนาดใหญ่ สินค้าจำนวนมาก ร้านค้าหลายสาขา และการปรับแต่งขั้นสูง

Adobe Commerce เพิ่มฟังก์ชันสำหรับองค์กร เช่น ระบบ B2B การจัดการบัญชีบริษัท การกำหนดราคาเฉพาะกลุ่ม และการทำงานบนระบบ Cloud

เหมาะกับ

  • ร้านค้าออนไลน์ขนาดใหญ่
  • ธุรกิจ B2B
  • องค์กรที่มีสินค้าจำนวนมาก
  • ธุรกิจที่ต้องเชื่อมต่อ ERP หรือระบบคลังสินค้า
  • ร้านค้าที่ต้องมีระบบเฉพาะทาง

ข้อจำกัด

การพัฒนาและดูแลระบบต้องใช้ทรัพยากรสูง ต้องการเซิร์ฟเวอร์ที่มีประสิทธิภาพ และมีค่าใช้จ่ายในการพัฒนามากกว่าระบบร้านค้าออนไลน์ทั่วไป

Adobe อธิบาย Adobe Commerce ว่าเป็นแพลตฟอร์มที่รองรับทั้ง B2B และ B2C พร้อมรูปแบบการติดตั้งทั้ง On-premise และ Managed Cloud

9. PrestaShop

PrestaShop เป็น CMS แบบ Open Source สำหรับสร้างร้านค้าออนไลน์ ผู้ใช้งานสามารถจัดการสินค้า หมวดหมู่ ราคา ส่วนลด สต๊อก คำสั่งซื้อ และลูกค้าได้จากหลังบ้าน

ระบบมี Module และ Theme สำหรับเพิ่มความสามารถ เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการควบคุมโฮสติ้งและข้อมูลของร้านค้าเอง

เหมาะกับ

  • ร้านค้าออนไลน์ขนาดเล็กถึงกลาง
  • ร้านค้าที่มีทีมพัฒนา
  • ธุรกิจที่ต้องการระบบ Open Source
  • ร้านค้าที่ต้องการปรับแต่งเฉพาะทาง

ข้อจำกัด

Module บางรายการมีค่าใช้จ่าย และการปรับแต่งระบบหรือแก้ปัญหาความเข้ากันได้อาจต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญ

PrestaShop เป็นแพลตฟอร์ม E-commerce แบบ Open Source และเปิดให้ดาวน์โหลดซอร์สโค้ดได้จากโครงการอย่างเป็นทางการ

10. BigCommerce

BigCommerce เป็นแพลตฟอร์ม E-commerce แบบ SaaS สำหรับธุรกิจที่ต้องการระบบร้านค้าออนไลน์พร้อมใช้งานโดยไม่ต้องดูแลเซิร์ฟเวอร์เอง

ระบบรองรับการจัดการสินค้า คำสั่งซื้อ การชำระเงิน และการขายหลายช่องทาง รวมถึงสามารถเชื่อมต่อกับระบบภายนอกผ่านเครื่องมือสำหรับนักพัฒนา

เหมาะกับ

  • ธุรกิจ E-commerce ที่กำลังเติบโต
  • ร้านค้าหลายช่องทาง
  • ธุรกิจที่ไม่ต้องการดูแลโฮสติ้ง
  • องค์กรที่ต้องการระบบ E-commerce แบบ SaaS

ข้อจำกัด

มีค่าบริการต่อเนื่องและข้อจำกัดตามแพ็กเกจ การพัฒนาระบบเฉพาะทางอาจมีต้นทุนสูงกว่าร้านค้าขนาดเล็กทั่วไป

BigCommerce นำเสนอแพลตฟอร์มสำหรับจัดการการขายออนไลน์ พร้อมเครื่องมือและ API สำหรับการเชื่อมต่อระบบ

11. HubSpot Content Hub

HubSpot Content Hub เป็นแพลตฟอร์มสำหรับสร้างเว็บไซต์และบริหาร Content Marketing โดยเชื่อมต่อกับระบบ CRM, Marketing Automation และเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลของ HubSpot

จุดเด่นคือสามารถใช้ข้อมูลลูกค้ามาปรับเนื้อหา Landing Page และ Call to Action ให้เหมาะกับผู้เข้าชมแต่ละกลุ่มได้

เหมาะกับ

  • ธุรกิจ B2B
  • เว็บไซต์ที่เน้นสร้าง Lead
  • ทีมการตลาดและทีมขาย
  • ธุรกิจที่ใช้งาน HubSpot CRM
  • เว็บไซต์ที่ต้องทำ Inbound Marketing

ข้อจำกัด

ฟังก์ชันขั้นสูงต้องใช้แพ็กเกจแบบชำระเงิน และค่าใช้จ่ายอาจสูงขึ้นตามจำนวนผู้ใช้และเครื่องมือที่เปิดใช้งาน

HubSpot Content Hub รวมระบบ CMS การสร้างเนื้อหา การนำเนื้อหากลับมาใช้ใหม่ และเครื่องมือการตลาดไว้ภายในแพลตฟอร์มเดียว

12. TYPO3

TYPO3 เป็น CMS แบบ Open Source ที่มุ่งเน้นตลาดองค์กร รองรับเว็บไซต์หลายภาษา หลายโดเมน และทีมผู้ดูแลหลายระดับ

ระบบมีความยืดหยุ่นและสามารถวางโครงสร้าง Workflow สำหรับองค์กรที่มีขั้นตอนการตรวจสอบและเผยแพร่เนื้อหาหลายชั้นได้

เหมาะกับ

  • องค์กรขนาดกลางถึงใหญ่
  • เว็บไซต์หลายภาษา
  • เว็บไซต์หลายประเทศ
  • เว็บไซต์ที่มีทีมบรรณาธิการจำนวนมาก
  • องค์กรที่ต้องการระบบ Open Source

ข้อจำกัด

การติดตั้งและพัฒนาค่อนข้างซับซ้อน ผู้ใช้งานทั่วไปอาจต้องได้รับการอบรม และในประเทศไทยมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางไม่มากนัก

TYPO3 วางตำแหน่งเป็นระบบ Enterprise CMS แบบ Open Source ที่พัฒนาด้วย PHP และรองรับการใช้งานระดับองค์กร

13. Craft CMS

Craft CMS เป็นระบบจัดการเนื้อหาที่ให้ความสำคัญกับการออกแบบโครงสร้างข้อมูลอย่างอิสระ นักพัฒนาสามารถสร้าง Field และ Content Model ให้ตรงกับความต้องการของเว็บไซต์ได้

ระบบมีหน้าจัดการที่ใช้งานง่าย รองรับ Live Preview, Multi-site, Localization และ GraphQL จึงเหมาะกับเว็บไซต์ที่ออกแบบและพัฒนาขึ้นเฉพาะแบรนด์

เหมาะกับ

  • เว็บไซต์บริษัทที่ออกแบบเฉพาะ
  • เว็บไซต์แบรนด์ระดับกลางถึงใหญ่
  • เว็บไซต์หลายภาษา
  • เว็บไซต์ที่มีข้อมูลหลายรูปแบบ
  • ทีมที่มีนักพัฒนาเว็บไซต์

ข้อจำกัด

การเริ่มต้นต้องอาศัยนักพัฒนา และบาง Edition หรือ Plugin มีค่าใช้จ่าย จึงไม่เหมาะกับผู้ที่ต้องการติดตั้งธีมแล้วเปิดเว็บไซต์ด้วยตนเองทันที

Craft CMS รองรับ Content Modeling, Live Preview, Multi-site และการทำงานแบบ Headless ผ่าน GraphQL

14. Ghost

Ghost เป็นแพลตฟอร์ม Open Source สำหรับงาน Publishing โดยเฉพาะ เหมาะกับบล็อก เว็บไซต์ข่าว Newsletter และธุรกิจที่สร้างรายได้จากสมาชิก

ภายในระบบมีเครื่องมือเขียนบทความ ส่งอีเมล Newsletter จัดการสมาชิก และเก็บค่าสมัครสมาชิก จึงช่วยลดการพึ่งพาปลั๊กอินหลายตัว

เหมาะกับ

  • นักเขียนและ Blogger
  • สำนักข่าวออนไลน์
  • เว็บไซต์สมาชิก
  • Newsletter
  • ธุรกิจที่ขาย Premium Content

ข้อจำกัด

ไม่เหมาะกับเว็บไซต์ที่ต้องมีฟังก์ชันหลากหลาย เช่น ระบบร้านค้าเต็มรูปแบบ ระบบจองที่ซับซ้อน หรือเว็บไซต์ธุรกิจที่มีข้อมูลหลายประเภท

Ghost รวมเครื่องมือสำหรับสร้างเว็บไซต์ เผยแพร่บทความ ส่ง Newsletter และจัดการสมาชิกแบบชำระเงินไว้ในระบบเดียว

15. Strapi

Strapi เป็น Headless CMS แบบ Open Source ซึ่งแยกระบบจัดการเนื้อหาออกจากส่วนแสดงผลหน้าเว็บไซต์ เนื้อหาสามารถถูกส่งผ่าน API ไปยังเว็บไซต์ แอปพลิเคชัน หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ

นักพัฒนาสามารถเลือกใช้ Front-end Framework เช่น Next.js, Nuxt, React หรือ Vue ได้อย่างอิสระ

เหมาะกับ

  • เว็บไซต์ Headless
  • Mobile Application
  • เว็บไซต์ที่เผยแพร่เนื้อหาหลายช่องทาง
  • ระบบที่ต้องใช้ API
  • ทีมพัฒนาซอฟต์แวร์

ข้อจำกัด

ผู้ใช้งานจำเป็นต้องมีทีมพัฒนาเพื่อสร้างส่วน Front-end และดูแลโครงสร้างระบบ จึงไม่เหมาะกับผู้ที่ต้องการเว็บไซต์สำเร็จรูปพร้อมใช้งาน

Strapi เป็น Headless CMS แบบ Open Source ที่เปิดให้นักพัฒนาเลือกเทคโนโลยีฝั่ง Front-end และบริหารเนื้อหาผ่าน API

16. Concrete CMS

Concrete CMS เป็น CMS แบบ Open Source ที่เน้นการแก้ไขเนื้อหาจากหน้าเว็บไซต์จริง ผู้ใช้งานสามารถคลิกส่วนที่ต้องการแล้วแก้ไขข้อความ รูปภาพ หรือ Block ได้โดยตรง

ระบบมีเครื่องมือพื้นฐานหลายรายการอยู่ใน Core จึงช่วยลดการติดตั้งส่วนขยายจำนวนมาก

เหมาะกับ

  • เว็บไซต์บริษัท
  • เว็บไซต์หน่วยงาน
  • เว็บไซต์ที่ลูกค้าต้องแก้ไขเอง
  • เว็บไซต์ที่ต้องการ In-context Editing
  • ทีมเอเจนซีและนักพัฒนา

ข้อจำกัด

จำนวนธีม ส่วนขยาย และผู้พัฒนาในประเทศไทยมีน้อยกว่า WordPress การหาผู้ดูแลระบบจึงอาจทำได้ยากกว่า

Concrete CMS เป็น CMS แบบ Open Source ที่ออกแบบให้ผู้ดูแลแก้ไขเนื้อหาได้ง่ายจากหน้าเว็บไซต์ และมีเครื่องมือสำคัญรวมอยู่ในระบบหลัก

17. ExpressionEngine

ExpressionEngine เป็น CMS แบบ Open Source ที่มีความยืดหยุ่นในการสร้างโครงสร้างเนื้อหา นักพัฒนาสามารถกำหนด Channel, Field และ Template ให้เหมาะกับแต่ละโครงการได้

ระบบมีเครื่องมือจัดการสมาชิก สิทธิ์ผู้ใช้งาน และเว็บไซต์หลายเว็บ เหมาะกับโครงการที่ต้องการ Backend แบบกำหนดเองแต่ยังต้องการหน้าจัดการที่เป็นระบบ

เหมาะกับ

  • เว็บไซต์ที่พัฒนาขึ้นเฉพาะ
  • เว็บไซต์สมาชิก
  • เว็บไซต์หลายโดเมน
  • เว็บไซต์ที่มีข้อมูลซับซ้อน
  • ทีมพัฒนาและเอเจนซี

ข้อจำกัด

ระบบมี Community และจำนวนผู้พัฒนาน้อยกว่า WordPress การหา Theme หรือ Plugin สำเร็จรูปจึงมีตัวเลือกไม่มากเท่า

ExpressionEngine เป็นแพลตฟอร์มจัดการเนื้อหาแบบ Open Source ที่รองรับการสร้างข้อมูลแบบกำหนดเอง สิทธิ์ผู้ใช้ และการขยายระบบผ่าน Add-on

18. Silverstripe CMS

Silverstripe CMS เป็นระบบ Open Source ที่รวม CMS เข้ากับ Framework สำหรับพัฒนาเว็บไซต์ โดยแยกประสบการณ์ของผู้ดูแลเนื้อหาออกจากส่วนการพัฒนาระบบ

ผู้ดูแลสามารถจัดการหน้าและเนื้อหาผ่านหลังบ้าน ขณะที่นักพัฒนาสามารถสร้าง Data Model และฟังก์ชันเฉพาะตามความต้องการของโครงการ

เหมาะกับ

  • เว็บไซต์องค์กร
  • เว็บไซต์ภาครัฐ
  • เว็บไซต์ที่พัฒนาขึ้นเฉพาะ
  • เว็บไซต์ที่ต้องการ Workflow
  • ทีมที่มีนักพัฒนา PHP

ข้อจำกัด

มีผู้พัฒนาและทรัพยากรภาษาไทยค่อนข้างน้อย การเริ่มต้นโครงการจึงต้องเลือกทีมที่มีประสบการณ์กับระบบโดยตรง

Silverstripe เป็น CMS และ Framework แบบ Open Source ที่ออกแบบให้ทั้งผู้ดูแลเนื้อหาและนักพัฒนาสามารถทำงานร่วมกันได้

19. DNN Platform

DNN หรือชื่อเดิม DotNetNuke เป็น CMS แบบ Open Source ที่พัฒนาบนเทคโนโลยี ASP.NET เหมาะกับองค์กรที่ใช้ระบบและโครงสร้างพื้นฐานของ Microsoft

สามารถนำไปสร้างเว็บไซต์องค์กร Intranet, Extranet, Community Portal และระบบสมาชิกได้

เหมาะกับ

  • องค์กรที่ใช้งาน Microsoft Stack
  • เว็บไซต์องค์กร
  • Intranet และ Extranet
  • เว็บไซต์สมาชิก
  • ระบบที่ต้องเชื่อมต่อกับ .NET

ข้อจำกัด

ต้องใช้ผู้พัฒนาที่มีความรู้ด้าน ASP.NET และระบบเซิร์ฟเวอร์ที่เกี่ยวข้อง อีกทั้ง Community โดยรวมมีขนาดเล็กกว่า WordPress หรือ Drupal

DNN เป็น CMS แบบ Open Source บนระบบนิเวศของ Microsoft และใช้สำหรับเว็บไซต์ พอร์ทัล Intranet และ Extranet

20. Grav CMS

Grav เป็น Flat-file CMS ซึ่งจัดเก็บเนื้อหาเป็นไฟล์แทนการใช้ฐานข้อมูลแบบ CMS ทั่วไป เหมาะกับเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาไม่ซับซ้อนและต้องการโครงสร้างที่เบา

เนื้อหาสามารถเขียนด้วย Markdown และจัดการผ่านไฟล์หรือหน้า Admin ทำให้ง่ายต่อการสำรองข้อมูล ใช้งานร่วมกับ Git และย้ายเว็บไซต์

เหมาะกับ

  • เว็บไซต์เอกสาร
  • เว็บไซต์นักพัฒนา
  • เว็บไซต์ขนาดเล็ก
  • Landing Page
  • Blog และ Portfolio

ข้อจำกัด

ไม่เหมาะกับระบบที่มีข้อมูลจำนวนมาก ความสัมพันธ์ของข้อมูลซับซ้อน หรือธุรกรรมแบบร้านค้าออนไลน์ขนาดใหญ่

Grav 2.0 ยังคงใช้โครงสร้าง Flat-file และ Markdown แต่เพิ่มระบบ API, Admin รุ่นใหม่ และการทำงานแบบ Headless โดยไม่จำเป็นต้องใช้ฐานข้อมูล

ตารางเปรียบเทียบ CMS แบบรวดเร็ว

CMSรูปแบบเหมาะกับระดับการใช้งาน
WordPressOpen Sourceเว็บไซต์บริษัท บทความ ร้านค้าเริ่มต้น–ขั้นสูง
ShopifySaaSร้านค้าออนไลน์เริ่มต้น–องค์กร
WixSaaSเว็บไซต์ธุรกิจขนาดเล็กเริ่มต้น
SquarespaceSaaSPortfolio และธุรกิจสร้างสรรค์เริ่มต้น
JoomlaOpen Sourceเว็บไซต์องค์กรและสมาชิกกลาง
DrupalOpen Sourceเว็บไซต์องค์กรขนาดใหญ่ขั้นสูง
WebflowSaaSเว็บไซต์การตลาดและงานออกแบบกลาง
Adobe CommerceOpen Source/EnterpriseE-commerce ขนาดใหญ่ขั้นสูง
PrestaShopOpen Sourceร้านค้าออนไลน์กลาง
BigCommerceSaaSE-commerce ที่กำลังเติบโตกลาง–องค์กร
HubSpot Content HubSaaSLead Generation และ B2Bกลาง–องค์กร
TYPO3Open Sourceเว็บไซต์องค์กรหลายภาษาขั้นสูง
Craft CMSSelf-hosted/Cloudเว็บไซต์ออกแบบเฉพาะขั้นสูง
GhostOpen Source/SaaSBlog, Newsletter, Membershipเริ่มต้น–กลาง
StrapiHeadless Open Sourceเว็บไซต์และแอปผ่าน APIขั้นสูง
Concrete CMSOpen Sourceเว็บไซต์บริษัทที่แก้ไขง่ายกลาง
ExpressionEngineOpen Sourceเว็บไซต์พัฒนาเฉพาะขั้นสูง
SilverstripeOpen Sourceเว็บไซต์องค์กรและหน่วยงานขั้นสูง
DNNOpen Sourceองค์กรที่ใช้ Microsoftขั้นสูง
GravFlat-file Open SourceBlog และเว็บไซต์เอกสารกลาง

ควรเลือก CMS จากอะไร?

1. วัตถุประสงค์ของเว็บไซต์

เริ่มจากกำหนดว่าเว็บไซต์มีหน้าที่อะไร เช่น ให้ข้อมูลบริษัท สร้างลูกค้าใหม่ ขายสินค้า รับจองบริการ สร้างชุมชน หรือเผยแพร่บทความ

การเลือกระบบที่ถูกพัฒนามาให้ตรงกับวัตถุประสงค์จะช่วยลดต้นทุนการปรับแต่งในระยะยาว

2. ความสามารถของทีมงาน

หากไม่มีนักพัฒนา ระบบ SaaS เช่น Shopify, Wix หรือ Squarespace อาจดูแลง่ายกว่า แต่หากมีทีมพัฒนาและต้องการความยืดหยุ่น WordPress, Drupal, Craft CMS หรือ Strapi อาจตอบโจทย์กว่า

3. งบประมาณระยะยาว

ไม่ควรพิจารณาเฉพาะค่าใช้จ่ายตอนสร้างเว็บไซต์ แต่ต้องรวมค่าโฮสติ้ง ค่าบริการรายเดือน ค่า Theme, Plugin, Extension, การอัปเดต และค่าดูแลรักษา

CMS ฟรีไม่ได้หมายความว่าเว็บไซต์จะไม่มีค่าใช้จ่าย เพราะยังมีต้นทุนด้านการออกแบบ พัฒนา และดูแลระบบ

4. ความสามารถในการขยายระบบ

ควรพิจารณาว่าในอนาคตเว็บไซต์จะต้องเพิ่มร้านค้า ระบบสมาชิก หลายภาษา เชื่อมต่อ CRM หรือเชื่อมต่อระบบภายในองค์กรหรือไม่

การย้าย CMS หลังเว็บไซต์มีข้อมูลจำนวนมากมักใช้เวลาและงบประมาณสูงกว่าการวางระบบให้เหมาะสมตั้งแต่ต้น

5. SEO และประสิทธิภาพเว็บไซต์

CMS ที่ดีควรเปิดให้จัดการ Meta Title, Meta Description, URL, Alt Text, Canonical Tag, Sitemap และ Structured Data ได้

อย่างไรก็ตาม อันดับบน Google ไม่ได้ขึ้นอยู่กับชื่อ CMS เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับโครงสร้างเว็บไซต์ คุณภาพเนื้อหา ความเร็ว ประสบการณ์ผู้ใช้งาน Backlink และการดูแล Technical SEO ร่วมกัน

6. ความปลอดภัยและการดูแลระบบ

ควรตรวจสอบว่าระบบมีการอัปเดตอย่างต่อเนื่อง มีแนวทางสำรองข้อมูล และสามารถกำหนดสิทธิ์ผู้ใช้งานได้หรือไม่

สำหรับ CMS แบบ Open Source เจ้าของเว็บไซต์ต้องรับผิดชอบการอัปเดตระบบและโฮสติ้ง ส่วนแพลตฟอร์ม SaaS ผู้ให้บริการจะดูแลโครงสร้างพื้นฐานส่วนใหญ่ให้

CMS ไหนดีที่สุด?

ไม่มี CMS ใดดีที่สุดสำหรับเว็บไซต์ทุกประเภท เพราะแต่ละระบบถูกออกแบบมาเพื่อโจทย์ที่แตกต่างกัน

  • เว็บไซต์บริษัททั่วไปและเน้น SEO: WordPress
  • ร้านค้าออนไลน์ที่ต้องการเปิดเร็ว: Shopify
  • เว็บไซต์ที่เจ้าของต้องการทำเอง: Wix หรือ Squarespace
  • เว็บไซต์ออกแบบเฉพาะและเน้น Visual: Webflow หรือ Craft CMS
  • E-commerce ระดับองค์กร: Adobe Commerce
  • เว็บไซต์องค์กรที่มีข้อมูลซับซ้อน: Drupal หรือ TYPO3
  • เว็บไซต์ข่าว Newsletter และสมาชิก: Ghost
  • เว็บไซต์หรือแอปที่ใช้ Headless Architecture: Strapi
  • องค์กรที่ใช้ Microsoft Stack: DNN

สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การเลือก CMS ที่มีฟังก์ชันมากที่สุด แต่เป็นการเลือกระบบที่เหมาะกับเป้าหมาย งบประมาณ บุคลากร และแผนการเติบโตของธุรกิจ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ CMS

CMS ฟรีหรือไม่?

CMS แบบ Open Source หลายระบบสามารถดาวน์โหลดและใช้งานได้โดยไม่เสียค่าลิขสิทธิ์ เช่น WordPress, Joomla, Drupal และ Strapi แต่ยังมีค่าใช้จ่ายด้านโดเมน โฮสติ้ง ธีม ส่วนขยาย การพัฒนา และการดูแลระบบ

CMS ต้องเขียนโค้ดหรือไม่?

การเพิ่มบทความหรือแก้ไขเนื้อหาทั่วไปมักไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ด แต่การออกแบบเฉพาะ การเพิ่มฟังก์ชัน หรือเชื่อมต่อระบบภายนอกอาจต้องใช้ HTML, CSS, JavaScript, PHP หรือภาษาอื่นตาม CMS ที่เลือก

CMS เหมาะกับ SEO หรือไม่?

CMS ส่วนใหญ่สามารถทำ SEO ได้ หากระบบเปิดให้จัดการโครงสร้าง URL, Metadata, Sitemap, Internal Link และประสิทธิภาพเว็บไซต์ อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับการตั้งค่าและกลยุทธ์ SEO มากกว่าตัว CMS เพียงอย่างเดียว

สามารถเปลี่ยน CMS ภายหลังได้หรือไม่?

สามารถเปลี่ยนได้ แต่ต้องวางแผนย้ายเนื้อหา รูปภาพ ผู้ใช้งาน สินค้า URL และข้อมูล SEO อย่างระมัดระวัง เพื่อป้องกันข้อมูลสูญหายและอันดับบน Google ลดลง

WordPress เหมาะกับเว็บไซต์ขนาดใหญ่หรือไม่?

WordPress สามารถรองรับเว็บไซต์ขนาดใหญ่ได้ หากมีการออกแบบโครงสร้างฐานข้อมูล ระบบ Cache, CDN, Hosting และขั้นตอนดูแลเว็บไซต์อย่างเหมาะสม ปัญหาส่วนใหญ่มักเกิดจากการวางระบบและเลือกส่วนขยายมากกว่าข้อจำกัดของ CMS เพียงอย่างเดียว


สรุป

CMS ช่วยให้ธุรกิจสร้างและจัดการเว็บไซต์ได้โดยไม่ต้องพัฒนาระบบจัดการเนื้อหาใหม่ทั้งหมด แต่แต่ละแพลตฟอร์มมีจุดแข็งและข้อจำกัดแตกต่างกัน

เว็บไซต์ธุรกิจทั่วไปอาจเหมาะกับ WordPress ขณะที่ร้านค้าออนไลน์อาจเลือก Shopify, PrestaShop หรือ Adobe Commerce ส่วนองค์กรที่ต้องจัดการข้อมูลซับซ้อนอาจพิจารณา Drupal, TYPO3 หรือ Headless CMS อย่าง Strapi

ก่อนตัดสินใจ ควรกำหนดวัตถุประสงค์ของเว็บไซต์ ฟังก์ชันที่ต้องใช้ งบประมาณ ความสามารถของทีม และแผนการขยายระบบในอนาคตให้ชัดเจน เพราะการเลือก CMS ที่เหมาะสมตั้งแต่ต้นจะช่วยลดทั้งต้นทุน เวลา และปัญหาในการดูแลเว็บไซต์ระยะยาว

แหล่งอ้างอิง

อย่ารอช้า! ให้ KNmasters ดูแลธุรกิจของคุณวันนี้!

หากคุณต้องการข้อมูลเพิ่มเติมหรืออยากเริ่มใช้บริการกับ KNmasters เราพร้อมช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโตด้วยกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ครบวงจร

บทความที่เกี่ยวข้อง

Modern Dark Background

ปลั๊กอิน Cache WordPress ตัวไหนดี? เปรียบเทียบ 4 ต...

เว็บไซต์ WordPress ที่โหลดช้าอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น Hosting ประสิทธิภาพไม่...
russia-moscow-october-18-2020-close-up-google-applications-android-smartphone-including-google-gmail-maps-youtube

วิธีรับมือรีวิว 1 ดาวบน Google Maps อย่างมืออาชีพ ...

รีวิว 1 ดาวบน Google Maps เป็นสิ่งที่เจ้าของธุรกิจจำนวนมากไม่อยากพบ เพราะความคิด...
russia-moscow-october-18-2020-close-up-google-applications-android-smartphone-including-google-gmail-maps-youtube

วิธีตอบรีวิวลูกค้าให้ช่วยเรื่อง SEO เพิ่มความน่าเช...

รีวิวลูกค้าบน Google ไม่ได้มีประโยชน์เฉพาะการสร้างความน่าเชื่อถือเท่านั้น แต่ยัง...
Modern Dark Background

สัญญาณเตือนว่าผู้ให้บริการกำลังใช้ SEO สายเทา รู้ท...

การจ้างผู้ให้บริการ SEO สามารถช่วยให้ธุรกิจเพิ่มโอกาสถูกค้นพบบน Google สร้างผู้เ...
Modern Dark Background

ค่าใช้จ่ายในการแก้เว็บไซต์ที่โดน Google ลงโทษ ต้อง...

เว็บไซต์ที่เคยมีผู้เข้าชมจาก Google แต่จู่ ๆ อันดับตก จำนวนคลิกลดลง หรือบางหน้าห...
KNMASTERS

ผู้ช่วยที่จะขับเคลื่อนธุรกิจของคุณให้เติบโตอย่างมั่นคง

หากคุณกำลังมองหาทีมที่เข้าใจธุรกิจของคุณจริงๆ และพร้อมเปลี่ยนไอเดียให้กลายเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ KNmasters พร้อมอยู่เคียงข้างเพื่อให้คำปรึกษา วางกลยุทธ์ และสร้างแนวทางที่เหมาะกับคุณ เราช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้อย่างยั่งยืนในโลกออนไลน์